2552/07/11

กามเทพ : CUPID *

ประวัติกามเทพ

... ว่ากันด้วย กามเทพที่เราคุ้นๆ ... รูปร่างเป็นเด็กชายน่ารัก เปลืองกายร่อนจ้อน มีปีกบินได้ ชอบถือธนูคันเล็กๆ เที่ยววิ่งเล่นยิงใครต่อใครอย่างสนุก นั่นล่ะ CUPID ... กามเทพตามจินตนาการของกรีกโบราณ ว่ากันว่าคิวปิดเป็นโอรสของเทพี โฟรดิตี
( วีนัส ) กับเทพอาเรส ( มาร์ส ) แต่ไม่ได้เป็นเด็กเล็กๆ ที่เรารู้จักเพราะสามารถกายร่างเป็นชายหนุ่มและมีชายาได้ ... ชายาคิวปิด คือ นางไซคี เป็นเจ้าหญิงมนุษย์ที่งามมากจนเทพีวีนัสอิจฉา นางไซคีจึงโดนแม่สามีกลั่นแกล้งทรมานอยู่เป็นเวลานาน จนกระทั่งเทพีซีอุส ( จูปีเตอร์ ) ผู้เป็นใหญ่ที่สุดบนสวรรค์กรีก ต้องเข้ามาเป็นกรรมการไกล่เกลี่ยกึ่งบังคับให้กับเทพีวีนัสยอมรับลูกสะใภ้ สวยงามนี้ได้ ... ครั้งหนึ่งในยุคกรีกโบราณ พระราชากรีกพระองค์หนึ่งมีพระธิดาทั้งหมดสามองค์ พระธิดาองค์พี่ทั้งสองมีความงดงามสะคราญ ยิ่งนัก แต่ทว่าความงามใดเลยจะมาสู้ธิดาองค์เล็กที่มีนามว่า ไซคี (Psyche)ได้ พระบิดาพระมารดารวมทั้งผู้คนทั่วนคร ต่างพากันชื่นชมความงดงามของไซคี จนพระพี่นางทั้งสองต่างพากันอิจฉาริษยาไซคีในใจ แต่ความงามเหนือใครของไซคีนี่เอง ทำให้เรื่องร้ายมาถึงตัว เพราะเทพีวีนัส เทพีแห่งความงามเกิดความริษยาเจ้าหญิงชาว มนุษย์ขึ้นมาจับใจ เพราะพระนางคิดว่าตนคือผู้มีความงามยิ่งกว่าใครมาตลอด แต่ตอนนี้ ชาวเมืองกลับยกย่องไซคีจนล้ำเส้น ตำแหน่งพระนาง ของบวงสรวงให้แก่เทพีวีนัสก็ไม่มีเพราะผู้คนต่างไปชมโฉมเจ้าหญิงไซคีกันหมด เทพีวีนัสจึงคิดแผนการร้าย แรงเพื่อทำลายไซคีขึ้นมา เพื่อไม่ให้ผู้ใดใฝ่ฝันถึงนางอีก โดยที่พระนางได้สั่งให้คิวปิดผู้เป็นโอรสแผลงศรความรักให้ไซคีต กหลุมรักชายผู้มีนิสัยชั่วช้าที่สุดในแผ่นดินสักคน หรือบางตำนานก็กล่าวว่า ให้นางหลงรักอสุรกายน่ารังเกียจ แต่จุดหมายก็เพื่อ ให้เจ้าหญิงไซคีต้องทนทุกข์ทรมาณอย่างสาหัสสมใจพระนาง แม้จะไม่อยาก แต่คิวปิดก็กลัวแม่และเชื่อฟังมามาตั้งแต่ต้น กามเทพหนุ่มจึงจำยอมทำตามแผนการของเทพีวีนัสอย่างช่วยไม่ได้ คิวปิดบินเข้าในที่ประทับของไซคีเมื่อนางหลับ และเตรียมพร้อมจะยิงลูกศรรักในมือใส่นางตามแผนการ แต่ทว่าด้วยความงด งามของไซคีทำให้คิวปิดถึงกับตะลึงค้างชมโฉมนางอยู่พักใหญ่ และเมื่อไซคีพลิกตัว กามเทพหนุ่มก็สะดุ้งตกใจจนศรรักในมือ ปักเข้าถูกร่างกายตนเอง ทำให้เป็น คิวปิด ที่หลงรักไซคีจนถอนตัวไม่ขึ้น คิวปิดต้องพบกับสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะอีกฝ่ายหนึ่งก็คือมารดาที่เคารพรักอย่างสูง แต่อีกฝ่ายก็คือหญิงที่รักสุดหัวใจ สุดท้ายกามเทพหนุ่มจึงขอความช่วยเหลือลับๆจากเทพเจ้าองค์อื่นๆในการอยู่กิน กับไซคีโดยไม่ให้เทพีวีนัสรู้ แผนการขั้นที่หนึ่งของคิวปิดเริ่มขึ้น ด้วยการขัดขวางไม่ให้มีใครมาสู่ขอไซคี เวลาผ่านพ้นไปนาน พระพี่นางทั้งสองได้แต่ง งานออกจากเมืองไป เหลือแต่ไซคีที่ยังเปล่าเปลี่ยวไม่มีใครมาสู่ขอ เพราะต่างก็คิดกันว่านางสูงเกินกว่าจะเอื้อมถึง พระบิดาของ ไซคีจึงบวงสรวงขอคำทำนายจากวิหารเดลฟีของเทพอพอลโล เพื่อหาคำตอบว่าเนื้อคู่ของไซคีเป็นใคร แต่คำทำนายที่ได้มากลับทำให้ผู้คนทั่วนครตระหนกอย่างมาก เพราะมันได้กล่าวว่า เนื้อคู่ของไซคีเป็นอสุรกายที่น่าเกลียดน่า กลัวที่ไร้เทียมทานไม่มีผู้ปราบได้ ซึ่งตอนนี้กำลังรอคอยนางอยู่บนยอดเขา และห้ามไม่ให้นางมองดูสามีเป็นอันขาด ทุกคนต่าง เศร้าสลดโดยเฉพาะเจ้าหญิงไซคี แต่นางก็ทำใจกับโชคชะตา ชาวเมืองและพระบิดาพระมารดาจัดขบวนส่งเจ้าสาวไปยังหน้าผา ด้วยความโศกเศร้า ก่อนจะทิ้งเจ้าหญิงไว้เพียงคนเดียวบนยอดเขา ไซคียืนอยู่บนหน้าผาด้วยความตระหนกเพื่อรอคอยการมารับของว่าที่สวามี ทันใดนั้น เทพลมเซฟิโรส ซึ่งเป็นลมตะวันออกก็ ปรากฏตัวขึ้น และได้บรรจงพัดพาไซคีไปยังยอดขุนเขา ซึ่งมีตำหนักงดงามตั้งอยู่พร้อมกับสาธารณูปโภคครบครัน สวยงามเกิน กว่าจะเป็นที่อยู่ของอสุรกายดังคำทำนาย ไซคีใช้ชีวิตอยู่ในตำหนักเพียงคนเดียวจนกระทั่งฟ้ามืด คิวปิดก็มาอยู่กับไซคีตามแบบ สามีภรรยา ซึ่งพอแผนการสำเร็จ คิวปิดก็โกหกเทพีวีนัสว่าไซคีพบกับความวินาศตามที่พระนางตั้งใจไว้แล้ว ทุกคนต่างมีความสุขกับสิ่งที่เกิดขึ้น จนกระทั่งความสงสัยในใจของไซคีเกิดทับถมจนยากจะเก็บ เพราะคิวปิดนั้นมาอยู่กับไซคี ในเวลากลางคืนซึ่งมืดมิดมองอะไรไม่เห็น และรีบกลับไปเมื่อฟ้าใกล้สว่าง อีกทั้งความรู้สึกของนางบ่งบอกได้ว่าสวามีไม่ใช่ อสุรกายน่าเกลียด ไซคีจึงขอดูใบหน้าที่แท้จริงของคิวปิด แต่กามเทพหนุ่มปฏิเสธ เพราะถ้าความลับแตก ไซคีก็จะเป็นอันตราย จึงขอให้นางสัญญาว่าจะไม่ดูรูปโฉมของเขา เพราะไม่เช่นนั้นเราคงจะไม่มีวันได้พบกันอีก ไซคีจึงให้สัญญา และใช้ชีวิตสามี ภรรยากับคิวปิดในความมืดของเวลากลางคืนต่อมา กระทั่งไซคีมีความต้องการอยากพบพี่สาวทั้งสองเป็นกำลัง คิวปิดอยากจะปฏิเสธแต่ก็เห็นแก่ภรรยา จึงสั่งให้เทพลมเซฟิโรสไป รับพระพี่นางของไซคีมาที่ตำหนัก พี่สาวทั้งสองฉงนกับเรื่องที่เกิดขึ้นมากเพราะคิดว่าน้องสาวตนคงต้องทรมา ณกับการมีสามี อัปลักษณ์ แต่ทุกอย่างกลับตาลปัตรไปหมด พี่สาวทั้งสองซักถามถึงรูปร่างลักษณะของสามี แต่ไซคีตอบไม่ได้เพราะไม่เคยได้ เห็นหน้าคิวปิด พี่สาวทั้งสองจึงยุให้ไซคีแอบดูโฉมหน้าของสามี และให้มีดแก่นางเพราะถ้าเป็นอสุรกายจริงๆจะได้ฆ่าทิ้งเสีย ตกดึก คิวปิดก็มาอยู่กับไซคีดังเช่นเคย เมื่อคิวปิดหลับไปแล้ว ไซคีจึงลุกขึ้นจุดตะเกียงส่องดูหน้าสามี ภาพที่ปรากฏคือเทพบุตร หนุ่มรูปงามที่มีปีกขาวสะอาดซึ่งหล่อเหลาคมคายมากกว่าชายใดที่ไซคีเคยรู้จัก นางชมโฉมคิวปิดเพลิน น้ำมันตะเกียงร้อนๆหก รดคิวปิดจนเขาสะดุ้งตื่น คิวปิดโกรธไซคีมากที่ผิดสัญญา จึงได้หนีจากไซคีไป เมื่อไซคีรู้สึกตัวอีกทีก็พบว่านางกลับมาที่วังของตน หาใช่ตำหนักแสนสุขที่ได้อยู่ร่วมกับสามีอีกต่อไป
ไซคีเสียใจมากกับเรื่องที่เกิดขึ้น นางพร่ำโทษตัวเองที่ผิดคำสัญญา นางจึงตัดสินใจละทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อติดตามหาคิวปิด ซึ่งยากลำบากมากสำหรับผู้หญิงอ่อนบางแถมยังได้รับการเลี้ยงดูแบบเจ้าหญิง อย่างไซคี แต่พี่สาวทั้งสองของไซคีกลับรู้สึกยินดี พร้อมทั้งไปที่หน้าผาเรียกเทพลมมารับ เพราะคิดว่าคิวปิดอาจจะรับพวกนางเป็นชายา แทนไซคี แต่เพราะเทพลมเซฟิโรสไม่ได้รับคำสั่งให้มา เมื่อพวกนางกระโจนออกจากหน้าผา พวกนางจึงตกเขาตาย ไซคีซัดเซพเนจรรอนแรมตามหาคิวปิดอย่างยากลำบาก จนพบเข้ากับวิหารเทพีดิมิเทอร์ เทพีเเห่งพืชผล ซึ่งของบูชานั้นวาง ระเกะระกะไม่มีระเบียบเพราะชาวไร่ต่างเหนื่อยล้าจากการทำงาน ไซคีจึงจัดระเบียบของเซ่นสรวงจนเรียบร้อย เทพีดิมิเทอร์พอ ใจมาก จึงบอกให้ไซคีไปที่วิหารของเทพีวีนัสเพื่อขออภัยโทษ แต่เทพีวีนัสมีความริษยาแรง จึงหาทางกลั่นแกล้งไซคีต่างๆนานาๆ โดยให้ไซคีแยกเมล็ดข้าว ข้าวบาร์เล่ย์ ข้าวโพด ถั่ว และ ธัญญาหารชนิดต่างๆที่ปะปนอยู่ในฉางแยกออกมาให้เสร็จก่อนค่ำเพื่อให้นกพิราบ ของพระนางกิน ไซคีถึงกับท้อแท้ใจเพราะนาง เป็นแค่หญิงมนุษย์ธรรมดา ไม่มีทางจะทำสิ่งที่เกินความสามารถเช่นนี้ได้แน่นอน ในขณะเดียวกัน คิวปิดที่คอยเฝ้ามองดูแลไซคีอยู่ห่างๆตลอดเวลาก็ส่งมดฝูงใหญ่มาช่วยงานไซคี โดยมดทั้งหมดต่างแยก ธัญญาหารอย่างเรียบร้อย และรีบกลับไปก่อนค่ำ เทพีวีนัสกริ้วมากเพราะรู้ว่าไซคีไม่ได้ทำเอง และคนที่ช่วยเหลือนางก็คือโอรสของพระนางนั่นเอง จึงสั่งให้ไซคีไปเก็บขนแกะ ทองคำมาให้พระนาง ซึ่งแกะขนทองฝูงนั้นโหดร้ายมาก แต่เทพประจำแม่น้ำก็ช่วยเหลือไซคี บอกเคล็ดลับต่างๆจนไซคีทำ ภารกิจที่สองสำเร็จ เมื่อผู้เป็นสะใภ้สำเร็จภารกิจประทุษร้ายมาได้ทั้งสองครั้ง ทำให้เทพีวีนัสคิดแผนการร้ายกาจที่สุดขึ้นมาได้ โดยรับสั่งให้ไซคีนำ ผอบไปขอเครื่องประทินโฉมจากเทพีเพอร์เซโฟนี่ มเหสีของเทพฮาเดสแห่งยมโลกมาถวายพระนาง ซึ่งหมายถึงการส่งไซคีไป ตายนั่นเอง ไซคีท้อถอยหมดกำลังใจอย่างมากเมื่อรู้ความหมายของเทพีวีนัส นางจึงคิดว่า ดีเหมือนกัน ในเมื่อสามีไม่เหลียวมองตนอีกต่อ ไปแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป ดังนั้น เจ้าหญิงไซคีจึงขึ้นไปยังยอดผาเตรียมตัวกระโดดฆ่าตัวตายไปสู่ยมโลกในทางลัด แต่ยังไม่ทันที่ไซคีจะทำตามความตั้งใจ คิวปิดที่เฝ้ามองนางอยู่จึงเอ่ยปลอบประโลมนางอย่างอ่อนโยนด้วยความรักและ สงสาร ทว่าทิฐิก็ยังทำให้กามเทพไม่ยอมปรากฏกายให้ไซคีเห็น ไซคีได้ยินเสียงปลอบใจปริศนานั้นก็ทำให้มีกำลังใจสู้ต่อ คิวปิดบอกวิธี ต่างๆในการไปนรกอย่างปลอดภัยให้กับไซคี พร้อมกับย้ำเตือนนางไม่ให้นางเปิดผอบเครื่องประทินโฉมนั้นเป็นอันขาด ไซคีทำตามที่คิวปิดบอกทุกประการยกเว้นประการสุดท้าย ด้วยความสงสัยอันเป็นพื้นฐานจิตใจมนุษย์ทำให้ไซคีเปิดผอบขึ้นดู ทันใดนั้นควันประหลาดก็พวยพุ่งใส่ไซคี ทำให้นางสลบแน่นิ่งลงไปทันที เพราะแท้จริงแล้วสิ่งในผอบคือ มนตร์แห่งการหลับใหล นั่นเอง คิวปิดที่รอคอยไซคีอยู่ปากถ้ำยมโลกเห็นไซคีตกอยู่ในอันตรายเช่นนั้นก็รีบ เข้ามาหาชายา พร้อมกับรวบรวมมนตร์เก็บในผอบ และปลุกไซคีให้ฟื้นขึ้นมา ไซคีดีใจมากเมื่อได้สวามีอีกครั้งหนึ่ง แต่คิวปิดก็ติเตียนนางเกี่ยวกับความอยากรู้อยากเห็นที่เป็นโทษแก่นางมาหลาย ครั้งแล้ว ไซคีกล่าวขอโทษ คิวปิดจึงบอกว่านางควรไปทำภารกิจที่ได้รับมาให้สำเร็จเสียก่อน จากนั้นคิวปิดก็ขึ้นไปบนเขาโอลิมปัส ขอร้องแก่ทวยเทพทุกองค์ให้ช่วยเหลือ โดยเทพซีอุสขอให้เทพีวีนัสเลิกจงเกลียดไซคี และ ได้ประทานน้ำอมฤตแก่ไซคี เพื่อให้นางกลายสภาพเป็นเทพีอีกองค์หนึ่ง ท้ายสุด ไซคีและคิวปิดก็มีธิดาด้วยกันหนึ่งองค์คือ เดลิซิโอ (Delicio - รากศัพท์ของคำว่า Delicious) ทั้งสองได้ครองค่อยู่ด้วยกันตราบนานเท่านานและไม่พลัดพรากจากกันอีกต่อไป

ICE-CREAM

ไอศกรีม" หรือ "ไอติม" ที่คนไทยเรียกกันนั้น เป็นของหวาน และเย็น ที่ชื่นชอบกันทุกเพศทุกวัย ทุกชาติ ทุกภาษา ที่สำคัญสามารถ ปรับประยุกต์ ให้เข้ากับความนิยมของแต่ละชาติได้อย่างน่าอัศจรรย์ จนอาจจะกล่าว ได้ว่า ไอศกรีมเป็นอาหารของคนทั้งโลกา รได้กินไอศกรีมถือเป็นความสุขอย่างหนึ่ง

" ไอศกรีม" ทับศัพท์จากภาษาอังกฤษ Ice Cream จนคนทั่วไปคิดว่า มีถิ่นกำเนิดมาจากตะวันตก แต่จริง ๆ แล้วกำเนิดในประเทศจีนนี่เอง เกิดจากการ นำหิมะ บนยอดเขามาผสมกับนํ้าผลไม้ และกินในขณะ ที่หิมะยัง ไม่ทันละลายดี จนปลายศตวรรษที่ 13 มาร์โคโปโล เดินทางไปจีน และชื่นชอบ จึงนำสูตรกลับไป อิตาลีขณะเดินทางมีการเติมนมลงไป กลายเป็นสูตร ของเขาโดยเฉพาะ และแพร่หลายไปในอิตาลี ฝรั่งเศสและข้ามไปอังกฤษ คนอิตาลีถือว่าตนเองเป็นต้นตำรับไอศกรีมแบบที่นำมาปั่นให้เย็นจนแข็ง เรียกว่าเจลาติน (Gelatin) แล้วแพร่หลายไปในฝรั่งเศสช่วงศตวรรษที่ 16 ข้ามไปอเมริกา ในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 กลายเป็นที่ชื่นชอบของคนอเมริกันมาก ประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตัน ลงทุนถึง 200 ดอลลาร์ซื้อเครื่องปั่นไอศกรีม ไปทำกินเองในหน้าร้อน ในเมืองไทยไอศกรีมเข้ามาช่วงไหนไม่มีหลักฐานแน่ชัด แต่คาดว่าคงมาหลังสมัย ร.5 ซึ่งมีการผลิตนํ้าแข็งกินเอง ไอศกรีมตอนนั้น ทำจากนํ้าหวานหรือนํ้าผลไม้นำไปปั่นเย็นจนแข็ง ไม่มีนมหรือครีมผสมด้วย เรียกว่า "ไอติม" ใช้แรงคนในการปั่น โดยมีหม้อทองเหลือง เส้นผ่าศูนย์กลาง 50-60 ซม.สูง 30 ซม.ภายในมีรูคล้ายลังถึงสำหรับเสียบกระบอกโลหะ ทรงกลมขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 2 ซม. ภายในบรรจุนํ้าผลไม้หรือนํ้าหวาน กระบอกนี้คือแม่พิมพ์ที่ทำให้ไอติมเป็นแท่ง

การ ปั่นต้องใช้มือจับหูหม้อทองเหลืองทั้ง 2 ข้าง และแกว่งหรือหมุนไปมาในถังไม้ที่ใส่นํ้าแข็งผสมเกลือ หลังจากปั่นได้ 1/2 - 1 ชม.ไอของความเย็นจะเริ่มเกาะรอบนอกของกระบอก นํ้าหวานข้างในจะเริ่มแข็งตัว ช่วงนี้เองที่ต้องเสียบไม้เข้าไป ตรงกลางเพื่อ เอาไว้จับกิน หมุนต่อไปอีกจนไอติมแข็งตัว จึงเอากระบอกโลหะไปจุ่มในนํ้าอุ่นเพื่อ ให้ดึงไอติมออกจากกระบอกง่ายขึ้น นำไปใส่กระติกเร่ขาย ปัจจุบันมีพ่อค้าฟื้นการทำไอติมแบบนี้ออกขายด้วย

ต่อ มาบริษัทป๊อบผู้ผลิตไอศกรีมตราเป็ด ซึ่งเป็นผู้ผลิตไอศกรีมรายแรกของเมืองไทย ได้สั่งซื้อเครื่องทำไอศกรีมจากต่างประเทศ มาผลิตไอศกรีมได้ครั้งละมาก ๆ เน้นความสะอาดและคุณภาพ ทำให้ไอศกรีมเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว ไอศกรีมตราเป็ดยุคแรก ๆ ยังเป็นไอติมหวานเย็น ต่อมาจึงมีการดัดแปลงรสชาติใหม่ ๆ เป็น เป็นรสระกำ เฉาก๊วย ลอดช่อง โอเลี้ยง ข้าวเหนียวแดง ถั่วดำ ฯลฯ พร้อมกับนำสูตรใส่นมจากต่างประเทศใส่ถ้วย ทำให้เนื้อไอศกรีมละเอียดและเนียนคนจึงนิยมกินไอศกรีมใส่นมหรือครีมกันมาก

อย่าง ไรก็ตามคนไทยสามารถดัดแปลงไอศกรีมจนเป็นเอกลักษณ์ของไทยคือ ไอติมกะทิ โดยใช้กะทิสดผสมนํ้าตาล ใส่แทนนมและครีม ที่อาจจะเป็นไปได้มากว่าไอศกรีมกะทิมีต้นกำเนิดจากเมืองไทยเป็นแห่งแรก และไม่ต้องใช้กระบอกทำเป็นแท่ง แต่ใช้ตักใส่ถ้วยเป็นลูก ๆ ซึ่งมีคำเรียกขานใหม่ว่า "ไอติมตัก" ต่อมาจึงมีการตักใส่ถ้วยกรอบ และขนมปังผ่ากลาง จุดเด่นของไอศกรีมกะทิคือดัดแปลงให้มีรสชาติต่าง ๆ ได้ง่าย เช่น เติมลอดช่อง เม็ดแมงลัก ข้าวโพด ขนุน ทุเรียน และเผือก เป็นต้น

"ไอติมตัก" เจ้าอร่อยสมัยก่อนอยู่แถวคลองหลอด และเยาวราช โดยเฉพาะ ที่เยาวราช เป็นรถเข็นอยู่ในซอยข้างธนาคารไทยพาณิชย์ คนขายเป็นอาแป๊ะ อัธยาศัยไมตรีดีมาก ตั้งเก้าอี้ให้คนกินรอบ ๆ รถ มีคนรอต่อคิวกินกันบ้านหลาม คนหนึ่งลุกอีกคนนั่งต่อทันทีราวกับเก้าอี้ดนตรี ท่านที่อยากลิ้มลองไอติมเจ้าเก่า ขายมากกว่า 40 - 50 ปี ตอนนี้มีอยู่ร้านหนึ่งใกล้ ๆ กับภัตตาคารแกแล็กซี่ ถ.พระราม 4 ร้านนี้เป็นร้านขวัญใจ คนเดิมของคอไอติม ย่านศรีนคร แม้จะย้ายมาอยู่ ณ ที่ปัจจุบันก็ยังรักษาเอกลักษณ์ และความอร่อยอยู่

ไอศกรีม ในเมืองไทยสมัยแรก ๆ จะเรียกว่าเป็นอุตสาหกรรม ภายในครัวเรือน ก็ว่าได้ ไม่ค่อยมียี่ห้อ บ้านไหนมีฝีมือก็ทำออกมา ใครมีหัวการค้าก็มีคน รับไปขายอีกต่อหนึ่ง นักเรียนหลายคนมารับไปขาย เป็นรายได้พิเศษ หลังเลิกเรียน ขณะที่ผู้ใหญ่อีกเป็นจำนวนมาก ที่ขายไอติม เป็นอาชีพหลัก และเป็นอาชีพที่ไม่ต้องลงทุนมาก เพียงแต่วางเงินมัดจำค่ากระติกใส่ไอติมและต้นทุนอีกเล็กน้อย ก็สะพายขึ้นไหล่ไปขายได้ทันที จากกระติกสะพายไหล่กลายเป็นรถเข็นที่มีตู้เก็บความเย็น สามารถใส่ไอติมได้คราวละมาก ๆ เดินเข็นขายได้ทั้งวัน ต่อมาจึงเป็นซาเล้งหรือสามล้อถีบ ซึ่งช่วงแรก ๆ ยังไม่นิยมนักเพราะต้นทุนสูง บริษัทป๊อปจึงลงทุนทำเป็นรถซาเล้งเพิ่มขึ้น มาจึงได้รับความนิยมเพราะคนขายไม่ต้องซื้อรถเอง โดยไอติมตราเป็ดเป็นยุคแรก ๆ ที่เริ่มพัฒนามาใช้รถสามล้อถีบ คนขายมีถือ Duck Call เสียงดังคล้ายเป็ด เพื่อเรียกลูกค้า นับตั้งแต่นั้นมาสามล้อถีบก็กลายเป็นทั้งสัญลักษณ์ และกลยุทธ์ในการขายไอศกรีม หลายยี่ห้อ เช่น โฟร์โมสต์ ครีโม วอลล์ ฯลฯ ไอติมเหล่านี้มีลูกเล่นกับลูกค้าหลายรูปแบบ บางคนอาจจะเคยกินไอติมที่ปลายไม้ป้ายสีแดง แล้วนำไปแลกได้ฟรีอีก 1 แท่ง ขณะที่ไอติมป๊อปใช้วิธีสลักคำว่าฟรีบนไม้ ใครพบคำนี้นำมาแลกฟรี 1 แท่ง บางยี่ห้อใช้วิธีทายไม้สั้นไม้ยาว กำถั่ว โยนหัวโยนก้อย เหล่านี้เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่ได้ผลดีมาก ซาเล้งขายไอติมซึ่งมีทั้งแบบแท่งและถ้วยครองตลาดอยู่นาน ขณะที่ร้านขายไอศกรีมยังไม่มีใครทำ กระทั่งปี 2520 "ศาลาโฟร์โมสต์" จึงเกิดขึ้น และเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นมาก เด็กมัธยมสมัยนั้นเลิกเรียนหรือดูหนังเสร็จ ต้องนัดกันไป ที่ศาลาโฟร์โมสต์ ไม่กี่ปีหลังจากนั้นการแข่งขันก็เริ่มรุนแรงขึ้น ไอศกรีมลิขสิทธิ์ต่างประเทศ เข้ามาเมืองไทยอย่างมากมาย เช่นสเวนเซ่นส์,บาสกิ้น - รอบบิ้น และแดรี่ควีน

ใน ทางการค้าปัจจุบันมีการจัดกลุ่มไอศกรีมไว้หลายประเภทเช่น Plain Ice Cream ไอศกรีมที่ประกอบด้วยสารให้สีและกลิ่นในปริมาณน้อยกว่า 5% ของส่วนผสมทั้งหมด ,Chocolate มีส่วนผสมของโกโก้หรือชอกโกแลต, Fruit ไอศกรีมประกอบด้วย ผลไม้หรือกลิ่นผลไม้,Nut ไอศกรีมที่ผสมผลไม้เนื้อแข็ง เช่นอัลมอนด์ วอลนัท ถั่วลิสง ฯลฯ, Frozen Custard, French Ice Cream และ French Custard Ice Cream ไอศกรีมที่มีส่วนผสมของไข่แดงไม่น้อยกว่า 1.4 % ของนํ้าหนักผลิตภัณฑ์, Fruit Sherbet ไอศกรีมทำจากนํ้าผลไม้ นํ้าตาลและนม ,Confection ไอศกรีมที่มี ลูกกวาดผสม เช่น Chocolate Chip, Neapolitan ไอศกรีม 2 รสในถ้วยเดียวกัน,Soft Serve Ice Cream หรือ Ice Milk ไอศกรีมที่ไข จากเครื่องปั่นไอศกรีมโดยตรงไม่ใช้การตัก และ Rainbow Ice Cream ไอศกรีมที่ไขจากเครื่องปั่นเช่นเดียวกัน แต่มีสีต่าง ๆ 6 สีขึ้นไป

ไอศกรีม เป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่ใช้ทำ ที่สำคัญเหมาะกับเด็กที่กำลัง เจริญเติบโตหรือคนที่ต้องการเพิ่มน้ำหนัก
ปัจจุบันมีการผลิตไอศกรีมภูมิปัญญาไทยจากผลไม้ และสมุนไพรของไทยเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก บางอย่างไม่นึกว่าจะทำได้ เช่น กล้วยเล็บมือนาง น้อยหน่า มะขาม เสาวรส หรือไอศกรีมดอกไม้ เช่นดอกกุหลาย ดอกเก๊กฮวย และดอกกระเจี๊ยบแดง เป็นต้น

2552/06/17

มาร์โมเส็ต เรืองแสง

มาร์โมเส็ต เรืองแสง



นักวิชาการบางกลุ่มออกมาตำหนินักวิทยาศาสตร์จากสถาบันทดลองสัตว์กลาง ประเทศญี่ปุ่น ที่สร้างลิงมาร์โมเส็ตที่เรืองแสงสีเขียวในแสงอัลตราไวโอเลตว่า จะเป็นการเปิดทางให้มีการออกแบบทารก หรือ "ดีไซเนอร์เบบี้"

นักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นเป็นนักวิทยาศาสตร์กลุ่มแรกของโลกที่นำไวรัสที่มียีนเรืองแสงไปฝังไว้ในไข่ของลิงราว 90 ฟอง จนได้มาร์โมเส็ตเรืองแสง 5 ตัว รวมทั้งฝาแฝดที่มีชื่อว่า "เค" และ "คู" การทดลองมีขึ้นเพื่อศึกษาว่า ลิงสามารถส่งต่อพันธุกรรมไปยังชั้นลูกชั้นหลาน ซึ่งผลที่ได้อาจช่วยในการทดลองเพื่อหาทางรักษาผู้ป่วยที่ เป็นโรคมัลติเพิลสเคิลโรซิส พาร์คินสัน ฯลฯ

แม้ว่าการทดลองจะสามารถทำกับหนูได้ แต่นักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นเลือกทดลองกับมาร์โมเส็ต เพราะเห็นว่า ลิงเป็นตัวอย่างที่ดีกว่าในการรักษาโรคของมนุษย์

มาร์โมเส็ต เรืองแสง

นางมิเชล ธิว จากกลุ่ม Union for the Abolition of Vivisection ประเทศอังกฤษ มีความเห็นว่า "แทนที่เราจะทำร้ายสัตว์ให้ทรมาน เราควรจะทำการทดลองอย่างอื่นที่ให้ผลอย่างเดียวกันและรักษาโรคในมนุษย์ ไม่ขัดต่อหลักมนุษย ธรรม" ส่วน ดร.เดวิด คิง จากกลุ่ม Human Genetics Alert เห็นว่า "การทดลองสร้างสัตว์เรืองแสงอาจทำให้มีการเปลี่ยนแปลงพันธุวิศวกรรมในทารก และถ้าไม่มีเสียงค้าน เราก็อาจหลุดเข้าไปในเส้นทางของการสร้างดีไซเนอร์เบบี้"

อย่างไรก็ตาม ดร.คีแรน บรีน จากกลุ่มโรคพาร์คินสัน เห็นว่า "เป็นการทดลองที่ได้ผลเป็นที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง และเนื่องจากลิงเป็นสัตว์ที่มีความคล้ายมนุษย์มากกว่าหนู เราจึงมีตัวอย่างสัตว์ที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมชนิดใหม่ที่ใกล้เคียงกับมนุษย์มาศึกษา"

10 อันดับสุดยอดสิ่งมีชีวิตสปีชีส์ใหม่ ปี 2009

สถาบันสำรวจสิ่งมีชีวิตสากล (International Institute for Species Exploration) มหาวิทยาลัยแห่งรัฐอริโซนา ร่วมกับ คณะกรรมการอนุกรมวิธานสากล (International Committee of Taxonomists) เผยผลการจัด 10 อันดับสุดยอดสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์สปีชีส์ใหม่ประจำปี 2009

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเป็นแหล่งที่มีการค้นพบสัตว์สปีชีส์ใหม่ที่โดดเด่น หลังจากที่เมื่อปี 2008 กิ้งกือมังกรสีชมพูซึ่งค้นพบที่ประเทศไทย ติดอยู่อันดับที่ 3

มาดูกันว่า 10 อันดับสุดยอดของสิ่งมีชีวิตสปีชีส์ใหม่ ปี 2009 มีอะไรกันบ้าง

10 ปาล์ม Tahina spectablilis ภาพ John Dransfield
9 แมลง Phobaeticus chani ภาพ Philip Bragg
8 ม้าน้ำแคระ ภาพ John Sear

อันดับ 10

ปาล์มยักษ์จีนัสและสปีชีส์ใหม่ ปาล์มหายากทางตะวันตกเฉียงเหนือของมาดากัสการ์มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Tahina spectablilis มันจะออกดอกเพียงครั้งเดียวในชีวิต โดยจะใช้พลังอย่างมากในการเบ่งดอกนับร้อยนับพัน และหลังจากออกผลแล้วมันจะตายและล้มลง

ปาล์มจีนัสใหม่นี้ไม่มีความคล้ายคลึงกับกับปาล์มชนิดใดๆ ในมาดากัสการ์เลย นักพฤกษศาสตร์เชื่อว่า มันน่าจะเป็นญาติใกล้ชิดกับปาล์ม 3 จีนัส ที่อยู่ในอัฟกานิสถาน ภาคใต้ของประเทศไทย เวียดนาม และภาคใต้ของจีน

อันดับ 9 แมลง Phobaeticus chani

แมลงรูปร่างคล้ายหนามซึ่งยังไม่มีชื่อสามัญ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Phobaeticus chani เพื่อเป็นเกียรติแก่ ซี.แอล ชาน

พบที่เกาะบอร์เนียว มาเลเซีย มีลำตัวยาวถึง 35.6 เซนติเมตร หรือ 14 นิ้ว และความยาวทั้งตัวเท่ากับ 56.7 เซนติเมตรหรือ 22.3 นิ้ว ทำให้มันครองตำแหน่งแมลงที่ยาวที่สุดในโลก

อันดับ 8 ม้าน้ำแคระ (Pygmy Seahorse)

ม้าน้ำขนาดจิ๋วเท่ากับเมล็ดถั่ว มีความยาวลำตัวเพียง 0.54 นิ้ว และสูง 0.45 นิ้ว เท่านั้น มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Hippocampus satomiae เพื่อเป็นเกียรติแก่ ซาโตมิ โอนิชิ มัคคุเทศน์นักดำน้ำผู้เก็บรวบรวมซากของพวกมันไว้ พบที่ทะเลใกล้เกาะเดราวัณ อินโดนีเซีย

จุดเด่นของมันคือรูปร่างที่มีปุ่มและสีคล้ายกิ่งก้านของกัลปังหาที่มันอาศัยอยู่จนแยกไม่ออก

7 งูเส้นด้ายบาร์เบโดส ภาพ S. Blair Hedges
6 ทากปีศาจ ภาพ Ben Rowson
5 หอยทาก Opisthostoma vermiculum ภาพ Reuben Clements

อันดับ 7 งูเส้นด้ายบาร์เบโดส (Barbados Threadsnake)

งูเส้นด้ายบาร์เบโดส คือ งูขนาดเล็กที่สุดในโลก มีความยาวเพียง 104 มิลลิเมตร หรือ 4.1 นิ้วเท่านั้น มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Leptotyphlops carlae พบใต้ก้อนหิน ใกล้โบสถ์เซนต์โยเซฟ บนเกาะบาร์เบโดส

อันดับ 6 ทากปีศาจ (Ghost Slug)

Selenochlamys ysbryda ได้ชื่อว่าทากปีศาจเพราะพฤติกรรมในการกินสัตว์อื่นและล่าเหยื่อในเวลากลางคืน นอกจากนั้น สภาพแวดล้อมที่พวกมันเกิดก็ยังเป็นความลึกลับอยู่ พบในบริเวณที่มีประชากรหนาแน่นในเมืองกลามอร์แกน และคาร์ดิฟฟ์ แคว้นเวลส์

อันดับ 5 หอยทาก Opisthostoma vermiculum

นี่คือหอยทากที่แสดงวิวัฒนาการลักษณะของเปลือกที่ผิดแผกแตกต่างจากหอยทากอื่นๆ เปลือกหอยกาสโทรพอดส่วนใหญ่จะขดเป็นวงรอบแกนเดียวและขดรอบแกนได้ไม่เกิน 3 แกน ทว่า เปลือกหอยทาก Opisthostoma vermiculum ขดรอบแกนถึง 4 แกนแยกออกจากกัน พบที่เขาหินปูน ในประเทศมาเลเซีย

อันดับ 4 ปลาสลิดหินน้ำเงินทะเลลึก (Deep Blue Chromis)

ปลาสลิดหินน้ำเงินทะเลลึก มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Chromis abyssus พบที่แนวปะการังน้ำลึกนอกชายฝั่งเกาะเงเมลิส ประเทศปาเลา ในหมู่เกาะในแปซิฟิก การค้นพบมันแสดงให้เห็นว่าเรายังรู้เกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพในแนวปะการังน้ำลึกไม่มากนัก

อันดับ 3 แม่ปลาดึกดำบรรพ์ (Mother Fish)

ปลาพลาโคเดิร์ม (Placoderm) สปีชีส์ Materpiscis attenboroughi ในยุคดีโวเนียน เป็นสัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง ซึ่งออกลูกเป็นตัวเก่าแก่ที่สุดเท่าที่โลกวิทยาศาสตร์เคยรู้จัก ฟอสซิลที่ขุดพบที่แหล่งโกโก ทางตะวันตกของออสเตรเลียแสดงให้เห็นว่าแม่ปลากำลังออกลูกเมื่อประมาณ 380 ล้านปีก่อน

4 ปลาสลิดหินน้ำเงิน ภาพ Richard Pyle
3 แม่ปลาพลาโคเดิร์ม ภาพ John A. Long
2 ต้นกาแฟชาริเยอร์ ภาพ Piet Stoffelen
1 แบคทีเรีย Microbacterium hatanonis อยู่ในสเปรย์ฉีดผม ภาพ Erik Holsinger

อันดับ 2 ต้นกาแฟชาริเยอร์ (Charrier Coffee)

ต้นกาแฟชาริเยอร์มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Coffea charrieriana เป็นต้นกาแฟไร้สารคาเฟอีนสปีชีส์แรกที่พบในอเมริกากลาง อยู่ในประเทศแคเมอรูน ศูนย์กลางความหลากหลายของพืชในจีนัส Coffea

อันดับ 1 แบคทีเรีย Microbacterium hatanonis

สุดยอดของสิ่งมีชีวิตสปีชีส์ใหม่ประจำปี 2009 คือ แบคทีเรียเอ็กซ์ทรีมโมไฟล์ (Extremophile Bacteria) ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Microbacterium hatanonis น่าทึ่งทีเดียวนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นค้นพบมันในสเปรย์ฉีดผม

อะแคนทะมีบา ภัย คอนแทคเลนส์

ดวงตา คือ หน้าต่างที่ทำให้เรามองเห็นโลกกว้าง ถ้าไม่ดูแลรักษาให้ดี ก็อาจทำให้เราก้าวเข้าสู่โลกมืดหรือมีความผิดปกติทางสายตารุนแรงโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะหากละเลยข้อควรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ก็อาจเป็นเหมือนการเปิดประตูต้อนรับสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่มองไม่เห็นอย่าง อะแคนทะมีบา เข้ามารุกรานและทำอันตรายต่อดวงตา

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ศ.พญ.พนิดา โกสียรักษ์วงศ์ ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า อะแคนทะมีบา เป็นโปรตัวซัวแบบเซลล์เดียวที่อาศัยอยู่ในน้ำและดิน มีช่วงชีวิต 2 แบบ คือ

1. แบบ ซีสต์ มีขนาด 10-25 ไมครอน เมื่ออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เพียงแต่จะฝังตัวอยู่นิ่ง ๆ

2. แบบ โทรโฟซอยต์ ที่เคลื่อนไหว มีขนาด 15-45 ไมครอน จะเปลี่ยนรูปร่างจาก ซีสต์ มีฤทธิ์ทำลายดวงตา

อย่างไรก็ตาม เชื้ออะแคนทะมีบา ทั้ง 2 แบบ สามารถทนทานอยู่ได้นานในสิ่งแวดล้อมทุกรูปแบบ เช่น หนาวจัด ร้อนจัด แห้งแล้ง ขาดอาหาร สระว่ายน้ำที่ใส่คลอรีน หรือแม้แต่บ่อน้ำร้อน

เกี่ยวข้องอย่างไรกับคนใส่คอนแทคเลนส์

ส่วนใหญ่ร้อยละ 70 ในคนที่ใส่คอนแทคเลนส์ สามารถพบกระจกตาอักเสบเนื่องจากติดเชื้ออะแคนทะมีบาได้ โดยส่งผลทำให้เกิดอาการ ดังนี้ ปวดตามาก สู้แสงไม่ได้ กระจกตาขุ่น ฝ้า เป็นแผลอักเสบที่กระจกตา ในบางรายดูคล้ายอักเสบเนื่องจากติดเชื้อไวรัสเริม

วิธีรักษา ควรไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด ในส่วนของการรักษา โดยทั่วไปจะต้องหยอดตาด้วยยาฆ่าเชื้อนี้โดยเฉพาะ ซึ่งจะต้องผสมจากน้ำยาบางชนิดที่ไม่มีขายในท้องตลาด โดยจะต้องหยอดตาบ่อย ๆ เป็นเวลานานหลายเดือน หรืออาจเป็นปี และเฝ้าติดตามดูอาการเป็นระยะ ๆ นานหลายปี เนื่องจากเชื้ออะแคนทะมีบาสามารถมีชีวิตอยู่ในรูปแบบของซีสต์ได้นานหลายสิบปี ดังนั้นเมื่อใดที่ร่างกายอ่อนแอหรือมีเชื้อโรคที่ไปเป็นอาหารชั้นดีของเชื้ออะแคนทะมีบา ซีสต์ดังกล่าวก็จะแปลงร่างเป็นโทรโฟซอยต์ทำให้ดวงตาอักเสบทันที

ทำอย่างไรไม่ให้ติดเชื้อ

1. ล้างมือทำความสะอาดโดยการฟอกสบู่หลาย ๆ ครั้ง ก่อนหยิบจับคอนแทคเลนส์

2. น้ำยาทำความสะอาดล้างเลนส์ ควรใช้ให้หมดภายใน 1 เดือน ไม่เก่าเก็บเกิน 2 เดือนหลังจากเปิดใช้แล้ว

3. ขัดถูล้างเลนส์ทั้ง 2 ด้านเป็นเวลาพอสมควร ตลอดจนล้างขัดถูตลับแช่เลนส์ให้สะอาดทุกครั้งก่อนใส่น้ำยาแช่เลนส์ที่เปลี่ยนใหม่ทุกวัน เพราะโรคนี้มักพบในคนที่ใส่คอนแทคเลนส์ชนิดนิ่มบ่อยกว่าชนิดแข็ง โดยเฉพาะไม่ล้างทำความสะอาดเลนส์ทุกวันหรือใส่นอน

4. ควรนำตลับแช่เลนส์อบไมโครเวฟทุก 2-3 สัปดาห์ และเปลี่ยนตลับใหม่ทุก 2-3 เดือน เนื่องจากเชื้อโรคนี้อยู่ทนทาน

หากมีอาการหรือพฤติกรรมต่อไปนี้ อย่าใส่คอนแทคเลนส์

1.เปลือกตาอักเสบ

2.ตาแห้ง

3.เป็นโรคภูมิแพ้

4.ไม่มีเวลาดูแลล้างทำความสะอาดคอนแทคเลนส์

เนื่องจากเชื้ออะแคนทะมีบา เป็นสาเหตุสำคัญของอาการกระจกตาอักเสบ และยังส่งผลให้เกิดแผลที่ดวงดา ที่ร้ายไปกว่านั้นคือ มีความอดทนต่อยาที่ใช้รักษาทุกชนิด ทำให้ต้องหยอดยาเป็นเวลานาน และในบางรายอาจไม่ตอบสนองต่อยา เป็นผลให้เชื้ออาจมีการลุกลามไปทั่วทั้งกระจกตา จนเกิดอาการอักเสบทั้งลูกตาได้

การรักษาต้องหยอดยาเป็นเวลานาน ถ้ามีอาการอักเสบมาก จักษุแพทย์จะทำการผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาให้ แต่ก็สามารถกลับมามีเชื้อชนิดนี้ได้อีก จึงต้องเฝ้าติดตามดูอาการเป็นเวลานาน และในบางรายอาจมีอาการหนักถึงขั้นที่ต้องได้รับการผ่าตัดเอาลูกตาออกในที่สุดแม้ว่าจะผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาแล้วก็ตาม เนื่องจากสามารถกลับมามีเชื้อชนิดนี้ได้อีก

ดังนั้น การใส่คอนแทคเลนส์แล้วปฏิบัติตัวไม่ถูกวิธี มีสิทธิติดเชื้อจนตาบอดได้ ยิ่งเห่อใส่ตามแฟชั่น ยิ่งต้องควรระวังมากกว่าปกติ เพราะหากดูแลดวงตาและรักษาคอนแทคเลนส์ไม่ถูกวิธี อาจมีเชื้อโรคเข้าสู่ดวงตาได้ง่าย หรือแค่ฝุ่นละอองปลิวเข้าตา ก็อาจพาเชื้อ อะแคนทะมีบา เข้าไปได้ด้วยเหมือนกัน ส่วนผู้ที่ไม่มีเวลาทำความสะอาดล้างเลนส์ แนะนำให้ใส่ชนิดรายวันแล้วทิ้ง หรือเปลี่ยนเป็นใส่แว่นตาจะปลอดภัยกว่า เพื่อให้ดวงตาคู่สวยของคุณมองเห็นโลกสดใสและจะอยู่คู่ชีวิตคุณได้ตลอดไป.

วิธีป้องกันง่ายๆ หวัดพันธุ์ใหม่ 2009

หวัดพันธุ์ใหม่ 2009

สถานการณ์ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 นับวันเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ผู้ใหญ่ว่าแย่ๆ แล้วถ้าหากได้รับเชื้อเข้าไป ที่น่าห่วงยิ่งกว่าก็คือเด็กๆ ลูกหลานของเรา

ระยะเวลาหลายเดือนที่ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่เริ่มระบาด ศ.น.พ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เดินสายให้ความรู้ในการรับมือไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่มาตลอด เนื้อหาเป็นอย่างไร? คอลัมน์ "Mom Update Report" นิตยสาร "Real Parenting" ฉบับมิ.ย.เก็บความมาฝาก

ในสถานการณ์ระดับโลกเช่นนี้ นัยของการป้องกันที่จะได้ผลคือ ทุกฝ่ายและทุกคนต้องถือเป็นเรื่องความรับผิดชอบต่อส่วนรวม นอกจากมาตรการรับมือของรัฐที่ต้องชัดเจน เอาจริงเอาจังในการใช้อำนาจรัฐควบคุมโรค เช่น การตรวจร่างกายด้วยเทอร์โมสแกน กักบริเวณผู้ติดเชื้อแล้ว ประชาชนก็ต้องตั้งรับอย่างรับผิดชอบต่อส่วนรวมเช่นกัน ด้วยวิธีการง่ายๆ ดังนี้

... ปิดปาก-ปิดจมูกด้วยหน้ากากอนามัย (mask) เมื่อลูกๆ หรือตัวผู้ปกครองเองเป็นหวัด เวลาไอ จาม แรงลมแต่ละครั้งนั้นมีความเร็วถึง 167 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยเพียงช่วง 1 ใน 10 วินาทีขณะไอหรือจามนั้น ฝอยละอองที่ออกมาสามารถลอยไปได้ไกลถึง 5 เมตร ทางที่ดีที่สุด คุณหมอแนะนำว่า ควรไอหรือจามใส่แขนเสื้อตัวเอง จะเป็นการป้องกันละอองฝอยได้ดีกว่าใช้มือปิด เพราะมือเป็นแหล่งแพร่กระจายได้

... ล้างมือให้บ่อยที่สุด ด้วยน้ำเปล่าหรือแอลกอฮอล์เหลว และควรหลีกเลี่ยงแหล่งที่มีผู้คนมารวมกันมากๆ จำไว้ว่า ต้องกินร้อน-ช้อนกลาง-ล้างมือ

... สำหรับเด็กๆ กลุ่มที่ต้องระวัง คือเด็กวัยเรียน คุณพ่อคุณแม่ควรเน้นให้ลูกป้องกันตัวเองด้วยวิธีดังกล่าว ส่วนเด็กเล็กที่มักอยู่บ้าน โอกาสเสี่ยงจะมาจากมีคนออกนอกบ้านและนำเชื้อเข้ามา ดังนั้นผู้ใหญ่จึงต้องเป็นผู้ป้องกันและระมัดระวังเป็นหลัก

...สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปต่างประเทศ คุณหมอไม่เห็นด้วยหากจะนำยาทามิฟลู หรือโอเซลทามิเวียร์ติดตัวไปด้วย เพราะอาจมีผลข้างเคียง ในทางปฏิบัติควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ป้องกันไว้ก่อนล่วงหน้าอย่างน้อย 2 สัปดาห์

แต่วัคซีนนี้ไม่สามารถป้องกันเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ได้

เป็นคำแนะนำที่ทุกคนต้องไม่มองข้าม เพราะเราต้องรับผิดชอบต่อสังคมร่วมกัน

ดีไซเนอร์ไทย !คนโปรดสตรีหมายเลขหนึ่งสหรัฐ :"]

เขาคือ ฐากูร พานิชกุล

ฐากูร พานิชกุล แจ้งเกิดเป็นที่รู้จักในฐานะดีไซเนอร์ดาวรุ่งของนิวยอร์กมาหลายซีซั่น เพราะเป็นขวัญใจ บก.แฟชั่น และนักวิจารณ์ใหญ่ แต่ชื่อเสียงของดีไซเนอร์เลือดไทย ฐากูร พานิชกุล วัย 34 เพิ่งจะมาโด่งดังไปทั่วโลก ก็ตอนที่สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งคนใหม่ของสหรัฐอเมริกา “มิเชล โอบามา” เลือกสวมชุดเดรสผ้าไหมพิมพ์ลาย จากคอลเลกชั่นพรี-สปริง 2009 ของแบรนด์ Thakoon ขึ้นเวทีประชุมใหญ่พรรคเดโมแครต ในวันที่สามี “บารัก โอบามา” กล่าวตอบรับการเป็นตัวแทนพรรคลงชิงชัยในสนามเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ เมื่อเดือน ส.ค. ปีที่แล้ว

มิเชล โอบาม่า สตรีหมายเลขหนึ่ง แฟชั่น ฐากูร