2553/02/19

ที่สุดแห่งสยามมมมม

ผาชะนะได ตะวันออกสุดของประเทศไทย
ที่ใช้เป็นจุดเริ่มต้นคำนวณเวลาพระอาทิตย์ขึ้น ตั้งอยู่ในป่าดงนาทาม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม มีพิกัดภูมิศาสตร์ที่ ละติจูด 15 องศา 37 ลิปดา 3.5 พิลิปดา เหนือ ลองจิจูด 105 องศา 37 ลิปดา 17 พิลิปดา ตะวันออก

โดยจะรับตะวันขึ้นก่อนกรุงเทพฯ ประมาณ 20 นาที


ภาพตะวันแรกแห่งสยาม ณ ผาชะนะได


อำเภอแม่สาย เหนือสุดของประเทศไทย
ตั้งที่ว่าการที่ตำบลเวียงพางคำ ทิศเหนือจดแม่น้ำสายซึ่งกั้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่า ทิศตะวันออกติดต่อกับอำเภอเชียงแสนจังเชียงราย ทิศใต้ติดต่อกับอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ทิศตะวันตกติดต่อกับอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย และประเทศพม่า โดยมีด่านชายแดนไทย-พม่าเรียกว่า "ด่านแม่สาย" สามารถผ่านด่านข้ามไปยังจังหวัดท่าขี้เหล็กของพม่าได้โดยมีแม่น้ำสายเป็นพรมแดนทางธรรมชาติ การคมนาคมจากอำเภอเมืองเชียงรายไปอำเภอแม่สายโดยทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน ตอนเชียงราย-แม่สาย) ระยะทางหกสิบสี่กิโลเมตร


ภาพเหนือสุดแห่งสยาม


อำเภอเบตง ใต้สุดของประเทศไทย
เบตง เป็นอำเภอขนาดใหญ่ในจังหวัดยะลา นับเป็นอำเภอใต้สุดของประเทศไทย ตั้งเป็นอำเภอเมื่อ พ.ศ. 2441 คำว่า "เบตง" (Betong) มาจากภาษามลายูว่า "Buluh Betong" หมายถึง ไม้ไผ่ หรือ ไผ่ตง


ภาพป้ายใต้สุดแห่งสยาม


อำเภอแม่สอด ตะวันตกสุดของประเทศไทย
อำเภอแม่สอด เป็นอำเภอหนึ่งทางตอนกลางของจังหวัดตาก เป็นอำเภอที่มีการค้าระหว่างประเทศไทยกับพม่ามาก เนื่องจากเป็นอำเภอที่อยู่ติดชายแดน และเป็นที่ตั้งจุดผ่านแดนถาวรด่านพรมแดนแม่สอด เชื่อมโยงเมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ประเทศพม่า อำเภอแม่สอดอยู่ห่างจากอำเภอเมืองตาก 86 กิโลเมตร ได้รับการจัดตั้งเป็นอำเภอมาตั้งแต่ พ.ศ. 2441 ตัวอำเภออยู่ในที่ราบระหว่างภูเขา ส่วนหนึ่งเป็นทิวเขาในฝั่งประเทศไทย อีกส่วนหนึ่งเป็นทิวเขาฝั่งประเทศพม่า อำเภอแม่สอดมีพื้นที่ประมาณ 1,986 ตารางกิโลเมตร ประชากรมีทั้งชาวเขาและคนที่อพยพจากอำเภอเมืองตากเข้าไปตั้งถิ่นฐานอยู่ รวมทั้งชาวพม่าที่มีภรรยาและบุตรเป็นคนไทยด้วย


ดอยอินทนนท์ สูงสุดของประเทศไทย
อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอดอยหล่อ อำเภอจอมทองและอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบไปด้วยภูเขาสูงสลับซับซ้อน มีดอยอินทนนท์ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย

สภาพภูมิประเทศทั่วไปประกอบด้วยภูเขาสลับซับซ้อน มีดอยอินทนนท์เป็นยอดเขาที่สูงที่สุด สูงจาก ระดับน้ำทะเล 2,565 เมตร ยอดเขาที่มีระดับสูงรองลงมาคือ ดอยหัวมดหลวง สูงจากระดับน้ำทะเล 2,330 เมตร ป่าอินทนนท์นี้เป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำแม่กลาง แม่ป่าก่อ แม่ปอน แม่หอย แม่ยะ แม่แจ่ม แม่ขาน และเป็นส่วนหนึ่งของต้นน้ำแม่ปิงที่ให้พลังงานไฟฟ้าที่เขื่อนภูมิพล


ภาพป้ายสูงสุดแห่งสยาม


ด่านสิงขร แคบสุดของประเทศไทย
อยู่ที่ ต.คลองวาฬ จ.ประจวบคีรีขันธ์


ภาพด่านสิงขร



ภาพป้ายแคบสุดแห่งสยาม


ภูเรือ หนาวสุดของประเทศไทย
เราจะรู้จักดีในนาม ที่พักผ่อนยามฤดูหนาวมาเยือน ธรรมชาติที่นี่อยู่บนเทือกเขาสูงเป็นรอยต่อระหว่างภาคเหนือและอีสาน อุทยานแห่งชาติภูเรือ มีพื้นที่ครอบคลุม 3 อำเภอคือ หนองบัว อำเภอภูเรือ และอำเภอท่าลี่ อาณาเขตทางทิศเหนือติดกับประเทศลาว รูปพรรณสันฐานของภูเรือมีรูปร่างลักษณะเหมือนเรือใหญ่บนยอดดอยสูงเป็นภูผา สีสันสะดุดตาหินบางก้อนมีลักษณะเหมือนถูกปั้นแต่งไว้ ชาวบ้านเรียกว่า “กว้านสมอ” โดยรอบๆ จะเห็นยอดดอยเป็นขุนเขาน้อยใหญ่ใกล้เคียงเป็นฝ้าขาวด้วยละอองน้ำ หมอก ปกคลุมไว้ท่ามกลางป่าอันอุดมสมบูรณ์ มีเนื้อที่มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 75,525 ไร่ ประกาศ เป็นเขตอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 26 กรกฏาคม 2522 นับเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 16 ของประเทศ

โมนาลิซ่า คือ ลีโอนาโด?

หลายคนสงสัยว่าเขาคือใคร จนปัจจุบันนี้ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้
คนวาดคือเลโอนาร์โด ดาวินชี่


แต่ โมนาลิซา คือใครยังคงเป็นปริศนา

คาดว่า เป็นรูปตัวเลโอนาร์โดเอง เพราะว่า ถอดรหัส คำว่า ลีโอนาร์โด กับ โมนาลิซา ได้ 84 เช่น A= 1 b=2 เขาได้นำรูปทั้ง 2มาเปรียบเทียบกัน ก็คล้ายกัน ทั้ง รูปตา และ จมูก และปาก ยังตรงกันอีกด้วยบ้างเขาก็ว่า เขาส่องกระจกตนเองแล้ววาด

เป็นรูปภรรยาของมหาเศรษฐี ชื่อ ฟรานเชสโก เดล จิโอคอนด้า โมนาลิซา จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า ลา จิโอคอนด้า จ้างเขาให้วาด ซึ่งเขาวาดเป็นปี จนโมนาลิซา เสียชีวิต ภาพนี้จึงไม่ได้มอบให้เธอ เขาจึงนำภาพนี้ติดตัวไปไหนมาไหนตลอดเวลา

บางคนเชื่อว่า ภาพนี้คือ อิซาเบลลา เดสตี้ ราชินี แห่งมอนโตบา

รูปเทพเจ้าของอียิปต์ ชื่ออามอนเทพเจ้าแห่งความสมบูรณ์ทางเพศ และ เทพีไอซีส หรืออีกชื่อว่า ลิซ่า รูปโมนาลิซ่า จึงคล้ายกับผู้ชายและผู้หญิง
ถอดรหัสรูป โมนาลิซา MONALISA = (13+15+14+1)+(12+9+19+1)= 84

เลโอนาร์โด LEONARDO = (12+5+15+14+1+18+4+15)= 84

นอกจากนี้จากการที่ลีโอนาร์โดเองมีชื่อที่ถูกกล่าวขานกันว่าเขาเป็นพวก รักร่วมเพศ จึงเกิดการสันนิษฐานว่า โมนา ลิซ่า ไม่ใช่ผู้หญิงแต่เป็นภาพเหมือนจำแลง เพศของเด็กหนุ่มรูปงามคนใดคนหนึ่ง ซึ่งศิลปินมักเลี้ยงไว้ติดสอยห้อยตามในสตูดิโอ บ้างก็มีการนำภาพเหมือนของ ลีโอนาร์โดมามาเปรียบเทียบกับภาพของ โมนา ลิซ่า แล้วก็สรุปเอาดื้อๆว่าภาพเขียนอันลือชื่อนี้แท้ที่จริงคือภาพของ ลีโอนาร์โด ดาวิน ซี่ เองที่แปลงกาย แต่งตัวเป็นสตรีเพศ ยิ่งไปกว่านั้นผู้ที่สนับสนุนทฤษีนี้ยังกล่าวเสริม ต่อไปว่า ลายปักขดเชือกที่รอบคอเสื้อของ โมนา ลิซ่า คือลายเซ็นลับของ ดาวินซี่เอง เพราะในภาษาอิตาเลี่ยนคำว่า "ขดเชือก" จะตรงกับคำว่า "วินชีเร่" (Vincire)
แม้ว่าบุคคลในภาพ โมนา ลิซ่า ยังเป็นสิ่งที่ถกเถียงกันอยู่ แต่ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ครอบครองภาพนี้ยังพอมีข้อมูลอยู่บ้าง นั่นก็คือ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ลีโอนาร์โดไม่ยอมพรากจากภาพเขียนนี้ และเขาได้นำติดตัวพร้อมกับทรัพย์สินสินมีค่าอื่นๆที่เขารัก หวงแหน ออกจากกรุงโรมเมื่อครั้งเดินทางมาที่ฝรั่งเศสเพื่อเป็นศิลปินแห่งราชสำนักของพระเจ้าฟรานซิสที่ 1 (ค.ศ. 1479-1547) ใน ค.ศ. 1517 ด้วยเหตุนี้เองผู้ครอบครองภาพ โมนา ลิซ่า คนแรกก็คือกษัตริย์ฝรั่งเศส ซึ่งโปรดให้นำภาพไปประดับที่ห้องสรงในพระราชวัง ฟองแตนโบล แต่เมื่อจักรพรรดินโปเลียนขึ้นครองราชย์ ภาพโมนา ลิซ่า จึงถูกย้ายมาพำนักในห้องพระบรรทมและมีชื่อเรียกอย่าง สนิทสนมว่า "มาดาม ลิซ่า"

2553/02/06

ทฤษฎีบุคลิกภาพของ Sigmund Freud

ทฤษฎีบุคลิกภาพของSigmund Freudหรือ ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ (Psychoanalytic Theories )
ประวัติ ซิกมันด์ ฟรอยด์ ( Sigmund Freud ) เป็นจิตแพทย์ชาวออสเตรียเชื้อสายยิว เกิดที่เมืองฟรายเบิร์ก( Freiberg )อยู่ในแคว้นโมราเวีย (Moravia) ปัจจุบันเป็นประเทศเชคโกสะโลวาเกีย เกิดเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ค.ศ. 1856 บิดาเป็นพ่อค้าขนสัตว์ มีฐานะปานกลาง ครอบครัวย้ายไปอยู่ที่เวียนนา เมื่อปี ค.ศ. 1873 และเสียชีวิตเมื่อปี ค.ศ. 1930 ด้วยโรคมะเร็งที่ขากรรไกร เมื่อมีอายุได้ 83 ปี
ฟรอยด์ (Sigmund Freud) ผู้คิดทฤษฎี
จิตวิเคราะห์ (Psychoanalytic Theories )
ฟรอยด์ สำเร็จการศึกษาวิทยาศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเวียนนา และเนื่องจากรายได้ไม่พอเลี้ยงครอบครัว เขาจึงได้ไปศึกษาต่อทางด้านการแพทย์ที่เน้นเรื่องระบบประสาท และเริ่มต้นการทำงานทางด้านคลินิกรักษาโรค( Medical Clinic ) ด้วยการช่วยเหลือคนไข้ที่มีอาการทางโรคประสาทหรือโรคมจิตให้คลายจากอาการเจ็บป่วย ให้สามารถหายและมีชีวิตอยู่อย่างปกติมากกว่าที่จะพยายามค้นคว้าทฤษฎีที่เกี่ยวกับคนปกติโดยทั่วไป หลังจากนั้น ก็ได้ศึกษาเรื่องของกลไกทางจิตที่มีอิทธิพลต่อการแสดงพฤติกรรมของมนุษย์ ( Psychological Mechanism of Behavior ) ต่อมาได้นำวิธีการสะกดจิต (Hypnosis) มาใช้กับคนไข้ ซึ่งพบว่าทั้งๆ ที่ ผู้บำบัดได้รับทราบเรื่องราวต่างๆที่เป็นปัญหาและอุปสรรคของคนไข้มากมาย แต่ก็ยังไม่สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้มากนัก ฟรอยด์ จึงเปลี่ยนมาใช้วิธีการของจิตวิเคราะห์ อย่างมีหลักเกณฑ์ ด้วยวิธีการที่เรียกว่า การคิดอย่างอิสระ (Free Association) โดยวิธีการให้คนไข้นอนเก้าอี้นอน (Couch) แล้วให้เล่าถึงความรู้สึกนึกคิดต่างๆที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ เป็นการให้บุคคลระบายความในใจ ช่วยในการผ่อนคลายความคับข้องใจต่างๆ (Frustration) และความวิตกกังวล (Anxiety) ภายในจิตใจ ในขณะที่ ผู้บำบัดจะได้รับทราบถึงข้อมูลต่างๆ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความคิด ความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของคนไข้ ที่จะช่วยให้ผู้บำบัดเข้าใจถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระดับจิตไร้สำนึกของผู้ป่วย เพื่อจะสามารถวิเคราะห์ (Analyze) และแปลความหมาย (Interpretation) ของสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถ เข้าใจถึงสาเหตุของพฤติกรรมที่ผิดปกติ ทำให้เกิดการเรียนรู้ใหม่ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพและความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมของตนเอง ซึ่งเป็นเป้าหมายที่สำคัญในกระบวนการบำบัด
แนวคิดที่สำคัญของทฤษฎี
แนวคิดที่สำคัญ ฟรอยด์ เชื่อว่าพฤติกรรมส่วนใหญ่ของมนุษย์ มีแรงจูงใจมาจากจิตไร้สำนึก ซึ่งมักจะผลักดันออกมาในรูปความฝัน การพูดพลั้งปาก หรืออาการผิดปกติทางด้านจิตใจในด้านต่างๆ เช่น โรคจิต โรคประสาท เป็นต้น เขาเป็นบุคคลแรกที่ได้อธิบายทฤษฎีจิตวิเคราะห์ที่เกี่ยวกับบุคลิกภาพซึ่งมีความเชื่อเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ว่ามนุษย์เกิดมาพร้อมกับแรงขับทางสัญชาตญาณ(Instinctual drive)และแรงขับดังกล่าวเป็นพลังงานที่สามารถเปลี่ยนแปลงและเคลื่อนที่ได้ อันเป็นความเชื่อที่ได้รับอิทธิพลจากความรู้ทางฟิสิกส์ จึงทำให้เชื่อว่าจิตเป็นพลังงานรูปหนึ่ง ที่สามารถเปลี่ยนแปลงและไม่หยุดนิ่ง (Psycho-Dynamic) สัญชาตญาณดังกล่าว ได้แก่
สัญชาตญาณแห่งการมีชีวิต (Eros or Life) เป็นสัญชาตญาณที่แสดงออกมาในรูปแบบของสัญชาตญาณทางเพศ (Sexual Instinct) แต่ฟรอยด์ไม่ได้หมายถึงความต้องการทางเพศตามความเรียกร้องทางด้านสรีระเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสัญชาตญาณที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิดและเป็นสัญชาตญาณ ที่แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาและความต้องการที่จะได้รับความพึงพอใจในรูปแบบต่างๆ และสัญชาตญาณในการป้องกันตนเอง อันเป็นสัญชาตญาณที่ทำให้มนุษย์แสวงหาความพึงพอใจให้แก่ตนเองและสัญชาตญาณแห่งความตาย (Thanatos or Death instinct) ที่แสดงออกมาในรูปของสัญชาตญาณในการทำลายหรือความก้าวร้าว ( Destructive instinct or aggressive instinct ) ฟรอยด์มองธรรมชาติในแง่ลบ (Pessimism) กล่าวคือ มนุษย์ไม่มีเหตุผล (Irrational) ไม่มีการขัดเกลา (Unsocialized) โดยมุ่งที่จะตอบสนองและแสวงหาความพึงพอใจให้กับตนเองเป็นสำคัญ (Self-gratification) นอกจากนี้ ฟรอยด์ยังได้อธิบายเพิ่มเติมในเรื่องความหมายของสัญชาตญาณพื้นฐานของมนุษย์ว่าสัญชาตญาณ จะแสดงออกมาในรูปของพลังทางจิตที่เกี่ยวข้องกับพลังขับทางเพศเรียกว่า พลังลิบิโด (Libido)ที่ทำให้มนุษย์ มีความปรารถนาและความต้องการที่จะได้รับความพึงพอใจในรูปแบบต่างๆ ที่สามารถเคลื่อนที่ เปลี่ยนรูป และสามารถจะเคลื่อนที่ไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ตามระยะเวลาของพัฒนาการจากขั้นหนึ่งไปสู่อีกขั้นหนึ่ง และยังสามารถเคลื่อนที่ไปยังวัตถุ หรือบุคคลนอกตัวเราได้ เช่น หากพลังลิบิโด เคลื่อนไปอยู่ที่แม่ ก็จะทำให้เด็กเกิดความรักและความหวงแหนแม่ เป็นต้น
การทำงานของจิตแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ
1. จิตไร้สำนึก ( Unconscious Mind ) เป็นส่วนที่มีบทบาทสำคัญในการแสดงพฤติกรรมของมนุษย์โดยเฉพาะพฤติกรรมบางอย่างที่บุคคลแสดงออกไปโดยไม่รู้ตัว ที่เกิดมาจากพลังของจิตไร้สำนึกซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นให้บุคคลแสดงออกไปตามหลักแห่งความพึงพอใจของตน และการทำงานของจิตไร้สำนึกเกิดจากความปรารถนา หรือความต้องการของบุคคลที่เกิดขึ้นในวัยเด็ก ที่ไม่ได้รับการยอมรับ เช่น การถูกห้าม หรือถูกลงโทษ จะถูกเก็บกดไว้ในจิตส่วนนี้ ซึ่งเป็นกระบวนการปรับตัวเมื่อเกิดความขัดแย้งทางจิตที่มีอิทธิพลต่อการแสดงพฤติกรรมของมนุษย์ที่แสดงออกมาโดยไม่รู้ตัว เช่น การพูดพลั้งปาก ความฝัน เป็นต้น นอกจากนี้ สิ่งที่เก็บกดไว้ในจิตไร้สำนึกอาจมีอิทธิพลต่อการทำงานของร่างกาย ทำให้ร่างกายไม่ปฏิบัติหน้าที่ไปตามแรงกระตุ้น เช่น เด็กที่เก็บกดความรู้สึกมุ่งร้ายในเรื่องเพศในวัยเด็ก เมื่อเติบโตขึ้นก็อาจหมดความรู้สึกทางเพศได้ ส่วนจิตไร้สำนึกเปรียบเสมือนก้อนน้ำแข็ง ส่วนใหญ่ที่อยู่ใต้ผิวน้ำ โดยมีจิตสำนึก (Conscious Mind) เป็นส่วนของน้ำแข็งที่อยู่เหนือน้ำที่มีอยู่เพียงเล็กน้อย
2. จิตสำนึก ( Conscious Mind ) ซึ่งเป็นสภาวะที่บุคคลรับรู้ตามประสาทสัมผัสทั้งห้า ที่บุคคลจะมีการรู้ตัวตลอดเวลาว่ากำลังทำอะไรอยู่ คิดอะไรอยู่ คิดอย่างไรเป็นการรับรู้โดยทั่วไปของมนุษย์ ที่ควบคุมการกระทำส่วนใหญ่ให้อยู่ในระดับรู้ตัว (Awareness) และเป็นพฤติกรรมที่แสดงออกมาโดยมีเจตนาและมีจุดมุ่งหมายจิตสำนึกเป็นส่วนที่ทำให้บุคคลมีพฤติกรรมสอดคล้องกับหลักความเป็นจริงในสถานการณ์ต่างๆ โดยอาศัยหลักแห่งเหตุผล และศีลธรรมที่ตนเองเชื่อถือเพื่อเป็นแนวทางในการแสดงพฤติกรรม
3. จิตก่อนสำนึก ( Preconscious Mind ) เป็นส่วนของประสบการณ์ที่สะสมไว้แต่มีลักษณะเลือนลาง เมื่อถูกสภาวะหรือสิ่งกระตุ้นที่เหมาะสม หรือเมื่อบุคคลต้องการนำกลับมาใช้ใหม่ก็สามารถระลึกได้และสามารถนำกลับมาใช้ในระดับจิตสำนึกได้ และเป็นส่วนที่อยู่ใกล้ชิดกับจิตรู้สำนึกมากกว่าจิตไร้สำนึก
จะเห็นได้ว่าการทำงานของจิตทั้ง 3 ระดับจะมาจากทั้งส่วนของจิตไร้สำนึกที่มีพฤติกรรม ส่วนใหญ่เป็นไปตามกระบวนการขั้นปฐมภูมิ (Primary Process)เป็นไปตามแรงขับสัญชาตญาณ (Instinctual Drives) และเมื่อมีการรับรู้กว้างไกลมากขึ้นจากตนเองไปยังบุคคลอื่นและสิ่งแวดล้อม พลังในส่วนของจิตก่อนสำนึกและจิตสำนึก จะพัฒนาขึ้นเป็นกระบวนการขั้นทุติยภูมิ (Secondary Process)
โครงสร้างของบุคลิกภาพ (Structure of Personality)
ฟรอยด์ เชื่อว่าโครงสร้างของบุคลิกภาพจะประกอบด้วย อิด (Id) อีโก้ (Ego) และซูเปอร์อีโก้ (Superego) มีรายละเอียดดังนี้
1. อิด (Id) จะเป็นต้นกำเนิดของบุคลิกภาพ และเป็นส่วนที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิด Id ประกอบด้วยแรงขับทางสัญชาตญาณ (Instinct) ที่กระตุ้นให้มนุษย์ตอบสนองความต้องการ ความสุข ความพอใจ ในขณะเดียวกันก็จะทำหน้าที่ลดความเครียดที่เกิดขึ้น การทำงานของ Id จึงเป็นไปตามหลักความพอใจ (Pleasure Principle) ที่ไม่คำนึงถึงความเหมาะสมตามความเป็นจริง จะเป็นไปในลักษณะของการใช้ความคิดในขั้นปฐมภูมิ (Primary Process of Thinking) เช่น เด็กหิวก็จะร้องไห้ทันที เพื่อตอบสนองความต้องการของเขา และส่วนใหญ่ที่อยู่ในระดับจิตไร้สำนึก
2. อีโก้ (Ego) จะเป็นส่วนของบุคลิกภาพที่ทำหน้าที่ประสาน อิด และ ซูเปอร์อีโก้ ให้แสดงบุคลิกภาพออกมาเพื่อให้เหมาะสมกับความเป็นจริง และขอบเขตที่สังคมกำหนดเป็นส่วนที่ทารกเริ่มรู้จักตนเองว่า ฉันเป็นใคร Egoขึ้นอยู่กับหลักแห่งความเป็นจริง(Reality Principle)ที่มีลักษณะของการใช้ความคิดในขั้นทุติยภูมิ (Secondary Process of Thinking) ซึ่งมีการใช้เหตุผล มีการใช้สติปัญญา และการรับรู้ที่เหมาะสม และอีโก้ (Ego) เป็นส่วนที่อยู่ในระดับจิตสำนึกเป็นส่วนใหญ่
3. ซูเปอร์อีโก้(Superego)นั้นเป็นส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับศีลธรรมจรรยา บรรทัดฐานของสังคม ค่านิยม และขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ ซึ่งทำหน้าที่ผลักดันให้บุคคลประเมินพฤติกรรมต่างๆ ทีเกี่ยวข้องกับมโนธรรม จริยธรรมที่พัฒนามาจากการอบรมเลี้ยงดู โดยเด็กจะรับเอาค่านิยม บรรทัดฐานทางศีลธรรมจรรยา และอุดมคติที่พ่อแม่สอนเข้ามาไว้ในตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะที่เด็กมีอายุประมาณ 3 – 5 ขวบ (ระยะ Oedipus Complex) และเด็กจะพัฒนาความรู้สึกเหล่านี้ไปตามวัย โดยมีสภาพแวดล้อมทางบุคคลเป็นองค์ประกอบสำคัญการทำงานของ Superego จะขึ้นอยู่กับหลักแห่งจริยธรรม (Moral Principle) ที่ห้ามควบคุม และจัดการไม่ให้ Id ได้รับการตอบสนองโดยไม่คำนึงถึงความผิดชอบชั่วดี โดยมี Ego เป็นตัวกลางที่ประสานการทำงานของแรงผลักดันจาก Id และ Superego
โดยทั่วไปแล้ว Superego จะเป็นเรื่องของการมีมโนธรรม (Conscience) ที่พัฒนามาจากการอบรมสั่งสอนของพ่อแม่ หรือผู้อบรมเลี้ยงดู ซึ่งเป็นค่านิยมที่พ่อแม่ถ่ายทอดให้ลูกว่าสิ่งใดดีควรประพฤติปฏิบัติหรือไม่อย่างไร ส่วนนี้จะทำให้บุคคลเกิดความรู้สึกผิด (Guilt Feeling) ที่จะติดตามรบกวนจิตใจของบุคคลเมื่อกระทำสิ่งใดที่ขัดต่อมโนธรรมของตนเองและส่วนที่ เรียกว่าอุดมคติแห่งตน (Ego-Ideal) ที่พัฒนามาจากการเอาแบบอย่าง (Identification) จากบุคคลที่เคารพรักเช่น พ่อแม่ ผู้อบรมเลี้ยงดู และคนใกล้ชิด ทำให้เด็กรับรู้ว่าทำสิ่งใดควรประพฤติปฏิบัติ เพื่อจะได้รับการยอมรับและความชื่นชมยกย่องซึ่งทำให้เกิดความอิ่มเอิบใจ เมื่อได้ทำตามอุดมคติของตนบางส่วนของ Superego จะอยู่ในระดับจิตสำนึกและบางส่วนจะอยู่ในระดับจิตไร้สำนึก

ตำนานพญากง-พญาพาน

ตำนานเรื่อง พญากง-พญาพาน เป็นตำนานที่เกี่ยวข้องกับองค์พระปฐมเจดีย์ พระเจดีย์ พระประโทน และตำบลดอนยายหอม ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม
เนื้อเรื่อง
.............มีพญากงเป็นเจ้าเมืองนครชัยศรี มีพระมเหสีรูปโฉมงดงามเมื่อพระมเหสีทรงพระครรภ์โหรหลวงได้ทำนายว่าจะได้พระราชโอรสเป็นผู้มีบุญ และจะได้เป็นใหญ่ภายหน้า แต่จะเป็นผู้ฆ่าพระราชบิดาเมื่อครบ กำหนดพระมเหสีก็ประสูติพระกุมาร ขณะที่ข้าราชบริพารได้เอาพานไปรองรับ บังเอิญหน้าผากของพระกุมาร
กระทบขอบพานเป็นแผล พญากงได้สั่งให้นำพระกุมารไปทิ้งตามยถากรรม ยายหอมไปพบเข้านำไปเลี้ยงไว้ และตั้งชื่อว่า พาน ครั้นพานโตขึ้นยายหอมก็นำไปฝากให้เล่าเรียนที่วัดโคกยายหอม พานเป็นเด็กฉลาด สมภารวัดผู้เป็นอาจารย์จึงรักใคร่เอ็นดูมีวิชาอะไรก็สอนให้หมด
อาจารย์ได้นำพานไปฝากให้เข้ารับราชการกับพระยาราชบุรี ที่เมืองราชบุรี พานเป็นคนปัญญาดี เรียบร้อยและขยัน จึงเป็นที่โปรดปรานของพระยาราชบุรีมาก จนถึงกับรับไว้เป็นโอรสบุญธรรม สมัยนั้น เมืองราชบุรีขึ้นกับเมืองนครชัยศรี พระยาราชบุรี ต้องส่งเครื่องบรรณาการทุกปี พญาพานเป็นผู้มีฝีมือในการรบจึงชักชวน ให้พระยาราชบุรีแข็งเมืองยกกองทัพไป ปราบพญายาพานเป็นแม่ทัพออกไป รบกับพญายากง ทั้งสองทำยุทธหัตถีกัน ในที่สุดพญากงก็ถูกฟันด้วยของ้าวคอขาดตายในที่รบ เมื่อพญายาพานเข้ายึดเมืองนครชัยศรีได้แล้ว ย่อมได้ทั้งราชสมบัติตลอดจนพระมเหสีของพญายากงด้วย แต่ในขณะที่จะเข้าไปหาพระมเหสีนั้น เทวดาได้แปลงกายเป็นแมวแม่ลูกอ่อนให้ลูกกินนมขวางประตูไว้ แล้วร้องทักเสียก่อน พญายาพานจึงได้อธิษฐานว่า ถ้าพระมเหสีเป็นแม่ของตนจริงก็ขอให้มีน้ำนมไหลซึมออกมา ก็เห็นน้ำนมไหลออกมาจริง จึงได้รู้ว่าทั้งสองเป็นแม่ลูกกัน พญายาพานต้องทำปิตุฆาตฆ่าพระราชบิดา เพราะยายหอมปิดบังความจริงไม่บอกให้รู้ ด้วยโทสะจริต เข้าครอบงำและกรรมนั้นบังตา ทำให้ขาดการยั้งคิด จึงสั่งให้นำยายหอมไปฆ่าเสีย ต่อมาด้วยความสำนึกผิด ที่ได้ฆ่าพระราชบิดาและยายหอมผู้มีพระคุณ จึงได้สร้างพระเจดีย์ขนาดใหญ่ สูงชั่วนกเขาเหิน คือ องค์พระปฐมเจดีย์ เพื่อเป็นการล้างบาปที่ฆ่าพระราชบิดาให้บรรเทาลงบ้าง และสร้างพระประโทนเจดีย์ เพื่อล้างบาปที่ฆ่ายายหอม
คติ / แนวคิด
...............จากเรื่องย่อที่เล่ามาจะเห็นว่า ตำนานพญายากง-พญายาพาน ผูกพันกับที่มาของพระปฐมเจดีย์ ถึงแม้ ว่าพญายากง พญาพาน และยายหอมจะไม่ได้เป็นบุคคลจริง ในประวัติศาสตร์ แต่ด้วยระดับความลึกในเรื่อง ความเชื่อ ที่ได้เล่าขานกันมาร่วมหลายร้อยปี ชาวบ้านส่วนมากจึงเชื่อว่าบุคคลในเรื่องนั้นมีตัวตนจริง ๆ
คติธรรมสำคัญที่ได้จากเรื่องนี้คือ ความกตัญญูรู้คุณบิดามารดาและผู้อุปการะต่างๆ ชี้ให้เห็นบาปบุญ คุณโทษ โดยเฉพาะในส่วนที่กระทำการฆาตกรรมผู้มีพระคุณ

ทรพี .........ควาย หรือ แพะในประวัติศาสตร์

จำได้ว่าสมัยก่อน เคยอ่านเรื่องควายทรพีที่ไปฆ่าพ่อตัวเอง ตอนแรกก็รู้สึกว่า ไอ้นี่มันเนรคุณจริงๆ แต่ว่าพอโตขึ้น มันรู้สึกแปลกๆและเห็นใจทรพีมากจริงๆ

" ยักษ์อยู่ตนหนึ่งชื่อ "นนทกาล" มีหน้าที่เป็นยามเฝ้าประตูวังสวรรค์ ของพระศิวะ (เขาไกรลาส) ยักษ์ตนนี้ได้ทำผิดกฏ โดยการปลุกปล้ำนางฟ้านาม "มาลี" นางฟ้าได้นำเรื่องทูล ต่อองค์ศิวะเจ้า พระศิวะทรงกริ้วจึงสาป ให้ยักษ์ไปเกิิดเป็นควาย มีนามว่า "ทรพา" และจะต้องถูกสังหารโดยลูกของตัวเอง ผู้มีชืื่อว่า "ทรพี" หลังจากนั้นจึงจะพ้นคำสาป

นนทกาลเกิดเป็นควาย หลายเมีย มันจะฆ่าลูกชายทีีจะเกิดทุกตัว เมียทรพาตัวหนึ่ง หนีไปและได้คลอดลูกที่อื่น ควายตัวนี้ ได้รับการเลี้ยงดูโดยเทวดา เทวดาได้ตั้งชื่อควายตัวนี้ว่า "ทรพี" ทุกวันทรพีจะวัดขนาดกีบของมันกับของพ่อ เมื่อใหญ่เท่ากันจึงถือว่าพร้อมที่จะสู้ ท้ายสุดทรพา ก็ถูกลูกของ ตนฆ่าตาย

สำนวนไทย คำว่า "ทรพี" หมายถึงคนที่ไม่รู้จักคุณบิดามารดา "

สิ่งที่พระศิวะลงโทษนั้น สมเหตุสมผลดีมั้ยครับ

เรื่องทรพีนี่ คนที่ควรประณามไม่ใช่ใครหรอกครับ

พระศิวะเองแหละ

ถามหน่อยเหอะ ถ้าพระศิวะไม่ลงโทษยักษ์นนทกาลเช่นนี้ ถามว่า ทรพีจะกลายเป็นลูกฆ่าพ่อหรือไม่

ไม่มีทางแน่ๆ สิ่งที่ยักษ์นนทกาลทำความผิด ก็เป็นเกี่ยวกับเรื่องชู้สาว ไม่ได้ฆ่าพ่อฆ่าแม่หรือว่าผู้มีพระคุณเลย โทษที่ควรได้รับจึงไม่สมควรกับสิ่งที่ตนเองกระทำ ให้ไปเป็นกระเทยหรือว่า ผู้หญิงที่ถูกทำมิดีมิร้ายผมว่ายังเข้าท่ากว่า

ทรพี กับ ทรพา ไม่สามารถฝืนชะตาของตนเองได้เลย ทรพาฆ่าลูกตัวเองไปมากมายเพราะกลัวคำสาปเป็นจริง ทรพีฆ่าพ่อเพราะโกรธแค้น และสภาพชีวิตที่ต้องหนีหัวซุกหัวซุน ถามว่าเขาจะเป็นคนดีได้เหรอครับ การขาดความรักจากพ่อ และการต้องมารับรู้ว่าน้องตัวเองถูกฆ่าไปทีละคนๆ มันน่าสงสารมั้ยครับ ผมถามหน่อย สิ่งที่เขาเห็นมีแต่ความโหดร้ายๆและโหดร้าย มันจะหล่อหลอมให้เขาเป็นคนดีได้เหรอครับ

แล้วยิ่งเทวดาก็เข้ามาเสริมกำลังให้ทรพีด้วยยิ่งเข้าไปใหญ่เลย ประมาณว่า ราดน้ำมันลงในกองไฟเข้าไปอีก คราวนี้ก็มันส์ละครับ

ผมขอรับรองเลยว่า เรื่องนี้คนผิดคือพระศิวะ ที่ส่งคำสาปบ้าๆที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับความผิดของนนทกาลเลย และคนที่ต้องถูกตราหน้าว่าเป็นคนบาปไปตลอดชีวิตก็คือ ทรพี อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ น่าสงสารมั้ยครับ ต้องฆ่าเพราะโชคชะตากำหนด และสภาพสังคม

บางที ทรพี กับ ทรพาไม่ควรเป็นควายด้วยซ้ำ เป็นแพะไปเลยยังจะเข้าทีกว่า (รันทดหนักเข้าไปอีก)

ฉะนั้น สิ่งที่พาลี หรือใครๆต่อใครๆ ตราหน้าว่า ทรพีเป็นลูกเนรคุณ จึงไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง

ในโลกนี้ยังมีคนอีกเยอะ ที่ถูกประณามว่าเป็นคนเลว ทั้งที่ความจริง เขาไม่สมควรจะถูกประณามหยามเหยียดแบบนี้ แต่จะมีสักกี่คน ที่มองลึกไปในตัวของแพะเหล่านั้นว่า เขาทำไปทำไม ทำไมเขาจึงไม่สามารถเลือกทางเดินที่ดีได้

แต่ในสังคมที่การบิดเบือนและการมองคนที่ผิวเผินกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนนิยมชมชอบและได้รับการยอมรับในสังคม แพะก็ย่อมกลายเป็นแพะอยู่วันยังค่ำ ไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต







น่าเศร้าที่คนเลวๆหรือว่าคนที่ไม่ควรได้รับการยกย่อง กลับเชิดหน้าชูตาอยู่ในสังคมและวรรณกรรมได้ ยิ่งคิดยิ่งเศร้าใจ

ผลไม้มงคล ที่กินแล้วจะโชคดีตลอดทั้งปี

อีกแค่อาทิตย์กว่าๆ ก็จะถึง “วันตรุษจีน” (14 ก.พ.) แล้วนะจ๊ะ ซึ่งวันดังกล่าวถือว่าเป็นประเพณีที่มีความสำคัญมากสำหรับชาวจีน เพราะจะได้เริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ในปีใหม่ที่มาถึง ได้พบปะญาติพี่น้องที่อาจจะไม่ได้เจอกันมานาน และได้กราบไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วอีกด้วย




ซึ่งก่อนที่จะถึงวันตรุษจีนนั้นก็ต้องมีการเตรียมของไหว้มากมายไม่ว่าจะอาหารคาวหวาน ขนม ผลไม้ กระดาษเงิน กระดาษทอง เสื้อผ้ากระดาษ ฯลฯ ดังนั้นเพื่อให้เข้ากับประเพณีที่จะมาถึงนี้ จึงมี “ผลไม้มงคล 8 อย่าง” ที่มีความหมายดีๆ มาฝาก จ้ะ โดยเริ่มต้นจาก.....


ผลไม้มงคล ที่กินแล้วจะโชคดีตลอดทั้งปี

สาลี่ >> ทราบกันรึเปล่าจ๊ะว่าเจ้าผลไม้ลูกสีเหลือง ที่มีรสชาติหวานอร่อยนั้น ชาวจีนถือว่าเป็นผลไม้มงคล เพราะมันมีความหมายว่า “การรักษาคุณงามความดีเอาไว้อย่างมั่นคง และรักษาโชคลาภเงินทองไม่ให้เสื่อมถอยไปไหน”

องุ่น >> ผลไม้ที่มากันเป็นช่อพวง และมีรสชาติหวานนั้น มีความหมายว่า “ความเจริญรุ่งเรืองทั้งหน้าที่การงานและชีวิต”


แอปเปิ้ล >> “มีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง” นี่คือความหมายของผลไม้ชนิดนี้ และการกินแอปเปิ้ลเป็นประจำทุกวัน ยังช่วยเรื่องสุขภาพได้มากมายอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น การบำรุงหัวใจ ช่วยลดคอเลสเตอรอล และลดความอยากอาหารซึ่งจะช่วยควบคุมน้ำหนักได้อีกด้วย

ลูกท้อ >> สำหรับชาวตะวันตกแล้ว พวกเขารู้จักผลไม้ชนิดนี้ในชื่อว่า Peach แต่สำหรับชาวจีนแล้ว พวกเขาเชื่อว่าผลไม้ชนิดนี้เป็นเครื่องหมายของ “ความยั่งยืน” และเป็นผลไม้ชั้นสูง สำหรับบูชาเทพบนสวรรค์

พลับ >> เป็นไม้ผลยืนต้นขนาดใหญ่ ที่ผลพลับนั้นจะมีรสชาติหอม หวาน อร่อย และมีความหมายที่เป็นมงคลว่า “จิตใจที่หนักแน่นอย่างมั่นคง สามารถผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ ได้ไปอย่างราบรื่น มีความขยันมั่นเพียรเป็นที่ตั่ง”

ทับทิม >> เพราะทับทิมเป็นผลไม้ที่มีเมล็ดมาก ดังนั้นจึงมีความหมายว่า “การมีลูกชายมากๆ” นั้นเอง นอกจากนี้ชาวจีนยังมีความเชื่อว่า ใบทับทิม เป็นใบไม้สิริมงคลที่ใช้พรมน้ำ และเอาไว้ติดตัวเพื่อคุ้มครองกันภัยจากภูติผีปีศาจอีกด้วย

ส้ม >> เป็นผลไม้ที่มีความหมายว่า “โชคดี ประสบแต่สิ่งดีๆ เป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว” ซึ่งในส้มนั้นนอกจากจะมีวิตามินซีที่สูงแล้ว เปลือกส้มที่มองภายนอกว่าไม่มีค่าก็สามารถนำมาบีบหรือคั้นเอาน้ำมันหอมระเหยออกมาดม หรือนวดตามส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ ซึ่งจะช่วยในเรื่องการผ่อนคลาย และกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทได้อีกด้วย

เกาลัด และพุทรา >> สำหรับในงานแต่งงานแล้ว ผลไม้ 2 ชนิดนี้จะมีความหมายว่า “ขอให้มีบุตรที่ดี สุภาพ มีมารยาทดีในเร็ววัน” ซึ่งเกาลัด มีสรรพคุณช่วยบำรุงไต เสริมสร้างกล้ามเนื้อ กระเพราะอาหารและลำไส้ ส่วนพุทรา เป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีมาก ช่วยบำรุงเลือด และร่างกาย

2553/02/03

ประโยชน์ของการไปเรียนเมืองนอกคือ .... ?

1. ได้ประสบการณ์
ประสบการณ์ที่ว่านั้นก็คือประสบการณ์นอกเหนือตำราเรียน คือประสบการณ์ในการดูแลตัวเองนั่นละคะ เพราะต้องไปอยู่คนเดียวแบบไม่มีคุณพ่อคุณแม่หรือคุณเพื่อนตามไปดูแล เราก็ต้องดูแลตัวเองหมดเลย ตั้งแต่ซื้อของ ทำอาหาร ซักผ้า เก็บกวาดถูห้อง รวมถึงต้องควบคุมตัวเองด้วย เพราะการอยู่คนเดียวนั้น น้องๆ จะได้ใช้ชีวิตแบบอิสระมากๆ ไม่มีใครมาจู้จี้หรือบงการ เพราะฉะนั้นโอกาสในการเถลไถลออกจากกรอบก็ค่อนข้างสูงเลย ดังนั้นต้องรู้จักควบคุมตัวเองด้วยนะ แต่การไปอยู่เมืองนอกนี่ล่ะ ที่ช่วยเปลี่ยนชีวิตของใครหลายๆ คน เรียกได้ว่าพอบางคนกลับมาไทยแล้ว นิสัยเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือกันเลยทีเดียว ถ้าใครอยากไปใช้ชีวิตแบบอิสระต้องดูแลชีวิตตัวเอง ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง การไปเมืองนอกก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าลองนะ

2. ได้เพื่อน (และแฟน)
เพื่อนดีๆ มีอยู่ทั่วโลก และน้องๆ อาจจะเป็นคนหนึ่งที่ได้เพื่อนแท้จากการไปอยู่ต่างแดนก็ได้นะคะ รวมถึงบางคนอาจจะฮอตฮิตป๊อปปูลาร์ อาจได้แฟนหรือคนรักจากการไปเรียนเมืองนอกก็ได้ ก็แหม....บรรยากาศเย็นๆ เหงาๆ มันเป็นใจให้หาใครมากอดใช่มั้ยล่ะ ^0^ (เขินๆ) แต่ถ้าใครมีแฟนอยู่แล้ว ก็อย่านอกใจแฟนด้วยการไปมีกิ๊กที่เมืองนอกล่ะ
3. ได้งานทำ


งานที่ว่าก็มี 2 แบบค่ะ
-งานพาร์ทไทม์ ซึ่งส่วนมากจะทำกันตามร้านอาหารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร fast food หรือตามร้านอาหารไทย หรือจะเป็นซุปเปอร์มารเก็ตก็ดูจะสนุกไปอีกแบบ
-ส่วนงานอีกรูปแบบก็คืองานจริงจัง เช่น บางคนเรียนจบแล้วเกิดผลการเรียนดีไปเข้าตากรรมการ อาจจะโชคดีได้งานทำที่นั่นเลยก็ได้นะ ลาภลอยมาเห็นๆ (เหมือนในหนังเรื่องกาลิเลโอไง) ไฮโซสุดๆ
4. ได้เที่ยว

เวลาว่างในวันหยุดจะปล่อยไปทำไมให้เสียเวลา ต้องหาเวลาออกไปลัลล้าข้างนอกกันสิ
เช่น บางคนไปเรียนที่อังกฤษ แต่กว่าจะเรียนจบก็เที่ยวล่อซะเกือบหมดทวีปยุโรปซะงั้นเลย 555 หรือในอเมริกา ก็มีหลายรัฐหลายเมืองที่น่าเที่ยว น่าอิจฉาซะจริงๆ เลย เรียกว่าเป็นของแถมที่สุดแสนจะคุ้มจริงๆ