2554/01/31

8 สัตว์ในเทพนิยาย-ตำนาน ต่างๆ

1. Banshee (แบนชี)

ตามตำนานชาวไอร์แลนด์ (Irish) แบนชีเป็นวิญญาณผู้หญิงที่จะร้องเสียงโหยหวนเมื่อได้สัมผัสกลิ่นแห่งความตาย เธอจะติดตามบางครอบครัวเป็นพิเศษ และร้องเสียงโหยหวนเมื่อมีสมาชิกในครอบครัวใกล้จะตาย แบนชีมีผมพลิ้วไหวและดวงตาสีแดงจากการร่ำไห้ บางตำนานบอกว่าเธอมีช่องจมูกรูเดียว

2. Bunyips (บันยิป)

กล่าวกันว่าบันยิปมีบ้านเกิดอยู่ที่ทางน้ำในออสเตรเลีย มันมักจะถูกบอกเล่าว่ามีหางเหมือนจระเข้ และส่วนอื่นเหมือนกับจิ้งจอก นกอีมู หรือคน พวกมันสามารถมีแผงคอหรือศีรษะที่เต็มไปด้วยวัชพืช และเท้าของมันหันกลับด้าน สิ่งหนึ่งที่ทุกตำนานเชื่อเหมือนกัน คือ เสียงร้องไห้ของบันยิปจะดังสนั่นหวั่นไหวอย่างน่ากลัว เมื่อไรที่คุณได้ยินเสียงดังจากหนองน้ำ...นั่นแหละบันยิปล่ะ อ้อ! ระวังอย่าเข้าใกล้มันเชียว เพราะบันยิปกิน (จริง ๆ คือ กลืน) คน และชอบกินผู้หญิงกับเด็กเป็นพิเศษด้วย


3. Chimera (คิเมร่า)

ตัวนี้น่าจะคุ้นกันดี คิเมร่าเป็นสัตว์ที่มีหัวเป็นสิงโต ตัวเป็นแพะ และหางเป็นงู ลมหายใจของมันก่อให้เกิดเพลิงร้อนแรงถึงตายได้เชียวนะ



4. Cyclopes (ไซคลอป)

ไซคลอปคือยักษ์ที่มีตาเดียวอยู่กลางใบหน้า กล่าวกันว่าไซคลอปตัว (?) แรกเป็นบุตรของไกอา พระแม่ธรณี กับยูเรนัส สวรรค์ชั้นฟ้า (Uranus, the Heavenly Sky)


5. Djinn (จิน)

อาจไม่คุ้นหูกัน แต่ถ้าบอกว่าเขียนได้อีกหลายคำ ทั้ง Genie, Jinni, Djinni และDjin จริง ๆ แล้วตัวนี้คือ ยักษ์จินนี่ ที่เราคุ้นตาในอะลาดินนั่นแหละ มันมาจากตำนานของชาวอาหรับและทางตะวันออก จินเป็นวิญญาณที่มีความสามารถด้านเวทมนตร์สูง พวกมันอาจจะใจดีหรือมุ่งร้ายต่อมนุษย์ก็ได้ ผู้วิเศษสามารถร่ายมนตร์เพื่อบังคับให้วิญญาณเหล่านี้ทำตามคำสั่งได้ จินมักจะถูกผูกมัดกับแหวนหรือเครื่องประดับ (หัวสูงนิ..) แต่ก็เป็นไปได้ที่จะอยู่ในสิ่งอื่น เช่น ตะเกียงอะลาดิน เป็นต้น


6. Dragons (ดรากอน - มังกร)

ตัวนี้น่าจะรู้จักกันดียิ่งกว่าห้าตัวแรก คำอ่าน ดรากอน นั้นหมายถึงสำเนียงคนไทย (ถ้าให้อ่านตามจริง จะประมาณ ดรา-เกิน หรือ แดร-เกิน) มังกรพบเจอได้บ่อย ๆ ในเทพนิยายและตำนานต่าง ๆ สำหรับตำนานของชาวบาบิลอน (Babylonian Myth) ‘Tiamat (เทียแมท)’ เป็นมังกรผู้ยิ่งใหญ่ที่ได้ต่อสู้กับพระเจ้า Marduk และในนิทานของอังกฤษ นักบุญจอร์จได้ฆ่ามังกรเพื่อปกป้องสาวพรหมจรรย์

7. Golem (โกเลม)

ว่ากันว่าพระชาวยิวในเมืองปราก (Prague) เมืองหลวงของเชโกสโลวะเกีย เป็นคนสร้างโกเลมขึ้น ในตอนนั้นชาวยิวที่อาศัยอยู่ในสลัมของปรากกำลังถูกข่มเหง โกเลมจึงเกิดขึ้นเป็นสัญลักษณ์ของการปกป้อง (Protection) โกเลมถูกสร้างขึ้นจากดินเหนียว และจะมีชีวิตเมื่อพระเขียนคำว่า shem (“ชื่อ”) บนกระดาษหนังแล้วใส่เข้าไปในปากของมัน นอกจากนั้นพระยังเขียนคำว่า emet (“สัจธรรม” Truth) บนหน้าผากของมัน
โกเลมมีร่างกายที่แข็งแกร่งและคอยปกป้องชาวยิวตลอดมา อย่างไรก็ตาม ผู้คนในเมืองเริ่มเกรงกลัวสิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้น พระจึงได้ทำลายโกเลมด้วยการเปลี่ยนคำว่า emet เป็น met ซึ่งหมายถึง “ความตาย”




8. Harpies (ฮาร์ปี)

ฮาร์ปีมักถูกวาดภาพเป็นสัตว์ที่มีศีรษะและหน้าอกเหมือนผู้หญิง แต่ร่างกายเป็นนก (คล้าย ๆ กินรีที่เรารู้จักกันนั่นแหละ) มันเป็นที่รู้จักในเรื่องกลิ่นอันเหม็นอย่างร้ายกาจ ซึ่งจะทำลายทุกอย่างที่เข้าใกล้

10 สุดยอดคำสาปของโลก

พจนานุกรมได้นิยาม "คําสาป" ไว้ว่า คือ "คำแช่งให้เป็นไป ต่างๆ ของผู้มีฤทธิ์ อำนาจ เช่น เทวดา ฤาษี แม่มด" ดังนั้น คำสาปจึงเป็นสิ่งที่น่าหวั่นไหวมิใช่น้อย และได้มีผู้จัดอันดับ คำสาปที่น่ากลัวที่สุดของโลกไว้ 10 อันดับ ซึ่งมีดังนี้

อันดับ 10 เพชรโฮป (Hope Diamond)

เป็นเพชรสีนํ้าเงินขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีนํ้าหนักถึง 45.52 กะรัต โดยพ่อค้าฝรั่งเศสนาม จอห์น แบ็บติส ทราวิเนียร์ ได้ขโมย มาจากพระนลาฏ (หน้าผาก) เทวรูปฮินดูในวิหารแห่งหนึ่งของอินเดีย เมื่อราว ค.ศ. 1600 โดยหารู้ไม่ว่าโคตรเพชรนี้มีคําสาปติดมาด้วย นั่นคือ มันผู้ใดที่ขโมยหรือครอบครองเพชรโฮป จะต้องประสบความวิบัติทุกรายไป!

และก็จริงตาม คําสาป นับตั้งแต่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งทรงซื้อเพชรนี้ จากนายทราวิเนียร์ พระองค์และ พระราชวงศ์ก็ทรงได้รับภัยร้ายกาจจากการปฏิวัติของฝรั่งเศสตลอด กระทั่งนาย เฮ นรีย์ ฟิลิป โฮป (เจ้าของชื่อเพชรเม็ดนี้) นายปิแอร์ คาร์เทียร์ (พ่อค้าอัญมณีชื่อดังที่เรารู้จักกันดี) ฯลฯ ล้วนประสบกับอัปมงคลจนถึงผู้ครอบครองรายสุดท้ายคือ ตระกูลของ เซอร์ ฮาร์รี ย์ วินสตัน ได้ให้เลดี้ไฮโซ ผู้หนึ่งยืมสร้อยคอเพชรโฮป สวมใส่ในงานราตรี สองเดือนต่อมา ลูกน้อยของเธอก็ตายอย่างลึกลับ สามีกลายเป็นบ้าและต้องหย่าขาดกัน

ในที่สุด ทายาทตระกูลวินสตันจึงมอบเพชรโฮปให้สถาบันสมิธ โซเนียนของสหรัฐฯ เป็นผู้อนุรักษ์แทน

อันดับ 9 วิหารกระดูก แห่งเมือง อีโวรา

โปรตุเกส วิหารนี้สร้างในศตวรรษที่ 15 โดยพระนิกายฟรานซิสกัน ที่ประหลาดพิสดารคือ ผนังภายในวิหารนี้สร้างขึ้นจากกระดูกของมนุษย์กว่า 5,000 คนครับ เท่านั้นไม่พอ มีซากศพ 2 ร่าง ห้อยแขวนติดผนังด้านหนึ่งด้วย!

ตํานานวัดระบุว่า ครั้งกระโน้นมีสตรีนางหนึ่งซึ่งยึดมั่น ในคาทอลิก แต่ได้ถูกสามีผู้โมโหร้ายกับลูกชายของ เธอเองช่วยกันโบยตีจนตาย ก่อนสิ้นชีวิต เธอได้สาป ให้วิญญาณของเขาทั้ง 2 ลงนรก แม้แต่พื้นพสุธา ก็จะไม่ยินดีรับร่างของเขาไว้ ไม่นานนัก ชายทั้งสองก็ถึงแก่มรณกรรม ชาวเมืองพยายามขุด หลุมฝังศพของเขา แต่ขุดลงไปที่ใดก็เจอะแต่หิน เมื่อจนปัญญา พวกเขาจึงนําเอาซากศพทั้งสองขึ้น ไปห้อยแขวนไว้กับ ผนังวิหารดังกล่าว สําหรับให้นักบวชได้ใช้ปลง ในระหว่างทําสมาธิค ก็นับเป็นคําสาปที่ขลังยิ่ง

อันดับที่ 8 ละครเรื่อง แม็คเบ็ธ (Macbeth) ของเชคสเปียร์

ละครเรื่องนี้มีฉากที่เกี่ยวกับแม่มดและ คําสาปมนต์ดํา ว่ากันว่าทําให้แม่มดตัวจริงสมัยนั้น เคืองแค้น ที่เชคสเปียร์นําเอาเรื่องลับของพวกเขามาเปิดเผย จึงสาปให้ละครเรื่องนี้มีอันเป็นไปหากใครนํามาแสดงโดยเฉพาะตัวละครที่เล่นบท แม็คเบ็ธ

ผลของคําสาปอุบัติขึ้นตั้งแต่หนแรกสุดที่ละครนี้ออกแสดง โดยผู้แสดงที่ชื่อ ฮัล เบอร์ริดจ์ ซึ่งสวมบทเลดี้เอม ได้ล้มเจ็บลงในคืนนั้น และสิ้นใจตายหลังเวที

และนับแต่นั้นมาเกือบ 400 ปี ละครเรื่องนี้ก็มีอาถรรพณ์เกิดขึ้นกับนักแสดงมาตลอด เช่น มีอุบัติเหตุบาดเจ็บ ล้มตาย บางคนฆ่าตัวตาย และที่น่าพรึงเพริดที่สุดก็คือ ในปี ค.ศ. 1947 นักแสดงชื่อ ฮาโรลด์ ทอร์แมน เป็นผู้รับบท แม็คเบ็ธ ในระหว่างการดวลดาบนั้น คู่ต่อสู้ของเขาลืมสวมที่ครอบปลายดาบ พอแม็คเบ็ธ ถูกแทงล้มลง กลางเวที ผู้ดูต่างก็ปรบมือพอใจในบทบาท หากทว่า หลังเวทีนั่นซิ ต่างก็ตกใจกันยิ่งนักที่เขาโดน แทงจริงๆ ทอร์แมนตายใน 3 สัปดาห์ต่อมา


อันดับ 7 คําสาปของ อลิสแตร์ ครอว์ลีย์ พ่อมดแห่งทะเลสาบล็อคเนสส์

สกอตแลนด์ ปี 1899 ครอว์ลีย์อาศัยอยู่ในบ้านอย่าง โดดเดี่ยว ทางตอนใต้ของทะเลสาบที่ลือลั่นในเรื่องอสุรสัตว์ กล่าวกันว่าเขา ขมังในเรื่องเวทมนตร์และเลี้ยงวิญญาณภูตไว้ถึง 115 ตน เขาสามารถดลบันดาลให้ เพื่อนบ้านหลายคนมีอันเป็นไปนานา จนเป็นที่หวาดหวั่นไปทั่ว

ก่อนตาย ครอว์ลีย์ ได้สาปทิ้งท้ายไว้กับยอดเขาแห่งหนึ่งซึ่งเรียกกันว่า "ปล่องไฟ ปีศาจ" และครอว์ลีย์เคยหลงทางที่ยอดเขานี้ ซึ่งทําให้เขาขัดเคืองใจ จึงสาปว่าเมื่อใดที่ยอดเขานี้พังทลาย สิ่งชั่วร้ายต่างๆ ก็จะถูกปลดปล่อยแผ่กระจายไปด้วย

"ปล่องไฟปีศาจ" ยืนหยัดอยู่นานนับพันปี แต่แล้วในเดือนเมษายน 2001 ยอดสูงราว 70 เมตร ก็มีอันถล่มทลายลงมาในทะเล เรื่องนี้ทําให้ผู้ที่เชื่อถือในตํานานพากันผวาไปตามกันเลยครับ ป่านนี้นรกคงครอบคลุมแผ่นดินแล้ว!

อันดับ 6 คําสาปวูดูแห่งนิวออร์ลีนส์, สหรัฐฯ

แม่มดวูดูผู้นี้มีนามว่า มารี ลาโว มีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 1800 กว่าๆ เพื่อนบ้านรํ่าลือกันว่าเธอสามารถสาปได้ทั้งคนและสัตว์ โดยใช้มนต์ดําของวูดู กระทั่งทุกวันนี้ยังมีการจัดทัวร์พาไปชมบ้านของเธอ รวมทั้งบนบานขอให้เธอช่วยสาปใครก็ได้ เรียกกันว่า บลัดดี้มารีทัวร์

ทั้งนี้ ผู้ขอจะต้องปฏิบัติดังนี้ เริ่มจากเคาะ 3 ครั้งบนโลงศพของมารี แล้วหมุนกายทวนเข็มนาฬิกา 3 รอบ เซ่นเหล้ารัม ข้ามหลุมศพ 3 หน แล้วเปล่งชื่อของเธอออกมาดังๆ จากนั้นก็บอกกล่าวถึงจุดประสงค์ของคุณ (ว่าจะให้เธอดลให้ศัตรูของคุณวิบัติอย่างไร)

ไม่เชื่อก็เดินทางร่วม ทัวร์ไปพิสูจน์ได้
อันดับ 5 คําสาป ตุตันคาเมน, อียิปต์

เรื่องนี้เราคงเคยได้ฟังกันมาแล้ว จึงขอสรุปสั้นๆ แค่ว่า ทั้ง โฮวาร์ด คาร์เตอร์, ลอร์ด คาร์นาวอน และผู้มีส่วนรบกวนสุสานของฟาโรห์องค์ นี้ ล้วนมีอันล้มหายตายจากก่อนวัย อันควรทั้งนั้น

อันดับ 4 อีกา แห่งป้อมปราสาทลอนดอน (Tower of London)

ป้อมปราสาทนี้ เป็นที่รู้จักกันดี ในฐานะถูก ใช้เป็นที่คุมขังและประหารบุคคลสําคัญๆ ของอังกฤษมากมาย หลายท่าน ณ ลานปราสาทแห่งนี้จะมีการเลี้ยงดูอีกา จํานวน 6 ตัว เนื่องจากมีคําสาปมานานกว่า 900 ปี ว่า ถ้าหากอีกาลดจํานวนลงเมื่อใด เมื่อนั้นความหายนะจะมาเยือน นครลอนดอน และสิ้นสุดพระราชวงศ์แห่งอังกฤษ!
เรื่องนี้มีตํานานปรากฏเป็นเอกสาร ในสมัยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ราวศตวรรษที่ 17 ด้วย ไม่ใช่ เรื่องเลื่อนลอยแต่อย่างใด และทําให้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นยาม หรือกษัตริย์ถือเป็น เรื่องจริงจัง อย่างเคร่งครัด

เช่นว่า ถ้ามีอีกาตายหนึ่งตัว จะต้องรีบถวายรายงานต่อควีนทันที และต้องจัดหาอีกาตัวใหม่ มา ทดแทนโดยด่วน ซึ่งอีกาทุกตัวจะมีชื่อเรียก และถ้าตายก็จะถูกนําไปฝังอย่างมีพิธีการ จะมีการเลี้ยงอีกาไว้สํารองตลอดเวลา ถ้าตัวใดล้มป่วย ก็ต้องรีบตรวจสอบ หาไม่ถ้าหากตายโดยโรคติดต่อ (เช่น ไข้หวัดนก) และเช้าขึ้นมาอีกาตายเกลี้ยงละก้อ เชื่อกันว่าทั้งพระราชวงศ์ก็จะอันตรธานไปเช่นกัน


อันดับ 3 คําสาปตะกั่วแห่งกรีซ

ใน ค.ศ. 1979 มีการขุดค้นโบราณสถานชื่ออโกรา, นครเอเธนส์ ทําให้พบแผ่นม้วนตะกั่วบางๆ ซึ่งมีจารึกภาษาโบราณอันเป็นคําสาปปรากฏอยู่ แผ่นตะกั่วนี้เรียกกันว่า คา ตาเรส (Katares) ใช้ใส่ลงในโลงศพก่อนจะฝัง เชื่อกันว่าตะกั่วจะทําให้คําสาปจมลงไปอย่างรวดเร็วถึงขุมนรกพร้อมกับวิญญาณ ผู้ตาย เพื่อที่พระยมจะได้อ่านคําสาปและดลบันดาลให้เป็นไปตามนั้น

นอกจากนี้ การฝากหรือทิ้งแผ่นคําสาปลงไปในนํ้าก็เป็นอีกวิธีการหนึ่ง เพราะนํ้าจะสามารถสื่อ ไปถึงผู้ที่เราต้องการสาปได้ ซึ่งแผ่นคาตาเรสกว่า 100 แผ่นที่ค้นพบนี้ได้ระบุจ่าหน้าถึง ซูลิส ไมเนอร์วา ซึ่งเป็นเทพีด้านอุทกของโรมัน

อันดับ 2 คําสาป วัฏจักรมรณกรรม ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ

นี่ก็เป็นอาถรรพณ์อีกอย่างซึ่ง โด่งดังมาก นั่นคือ ปธน. สหรัฐฯ ท่านใดที่ได้รับเลือกตั้ง ในปี ค.ศ. ที่ลงท้ายด้วยเลข 0 จะต้องถึงแก่ มรณกรรมในหน้าที่ ตํานานระบุว่า ผู้ที่สาปก็คือ เตคัมเซ่ หัวหน้าเผ่าอินเดียนแดง ผู้คับแค้น จากการถูกชนผิวขาวเข้ามายํ่ายีแย่งแผ่นดิน เขาได้สาปไว้ก่อนที่จะถูกฆ่าตายในปี ค.ศ. 1813

ปธน.คนแรกที่ตกเป็นเหยื่อก็คือ วิลเลียม เฮนรีย์ แฮร์ริสัน ที่ได้รับเลือกตั้งใน ค.ศ. 1840 ถัดจากนั้นคําสาปก็เป็นจริงมาตลอด ไม่ว่าจะเป็น ลิน-คอล์น (1860) การ์ฟิลด์ (1880) แม็คคินลีย์ (1900) ฮาร์ดิ้ง (1920) รูสเวลท์ (1940) เคนเนดี้ (1960)

เพิ่งมีรอดรายเดียวคือ ปธน. เรแกน (1980) แต่ท่านก็ถูกมือปืนชื่อ จอห์น ฮิงค์ลีย์ ยิงบาดเจ็บสาหัสในปี 1981 นัยว่าปืนที่ใช้นั้นไร้ประสิทธิภาพ ท่านจึงรอดพ้น อาถรรพณ์มาได้อย่างหวุดหวิด


อันดับ 1 คําสาปในสวนอีเดน (Garden of Eden)

นับเป็นคําสาปแรกเริ่มสุดๆ ตั้งแต่ครั้งพระเจ้าสร้างโลกโน่นเลย โดยปรากฏเรื่องราวอยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิลว่า ก็อดทรงเสกอาดัม มนุษย์ผู้ชายขึ้นก่อน จากนั้นก็แซะเอาซี่โครงของอาดัมมาเสกเป็นอีฟ แล้วส่งทั้งคู่ไปอยู่ในสวนอีเดน พร้อมรับสั่งว่าจะกินอะไรก็ได้ทุกอย่าง ยกเว้นผลไม้จากต้นแห่ง ความรู้หรือแอปเปิ้ล แต่งูตัวแสบ มันยุยงอีฟให้หมํ่า แอปเปิ้ลเข้าไป หมํ่าคนเดียวไม่พอ อีฟยังชักชวนให้อาดัมหมํ่าด้วย เมื่อขัดคําสั่งของพระเจ้า ก็เป็นเรื่องขึ้น โดยงูจอมแสบ โดนสาปให้ไปไหนมาไหน ด้วยการใช้ท้องไถไป อีฟโดนสาปให้คลอดลูก ด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว ส่วนอาดัมต้องทํางานหาเลี้ยงท้องอย่างเหน็ดเหนื่อยทั้งชีวิต ซึ่ง คําสาปมหากาฬนี้ก็ตกทอดมาถึงพวกเราทุกคนกระทั่งทุกวันนี้

2554/01/17

แบลส ปาสกาล รูปสามเหลี่ยมปาสกาล

แบลส ปาสกาล (ฝรั่งเศส: Blaise Pascal) เกิดเมื่อ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2166 (ค.ศ. 1623) ที่เมือง Clermont (ปัจจุบันคือเมือง Clermont - Ferrand) ประเทศฝรั่งเศส เสียชีวิตเมื่อ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2205 ค.ศ. 1662 ที่เมือง ปารีส ประเทศฝรั่งเศส
แบลส ปาสกาล คือนักคณิตศาสตร์ นักฟิสิกส์ และนักปรัชญาผู้เคร่งครัดในศาสนา ปาสกาลเป็นเด็กที่มหัศจรรย์มีความรู้เหนือเด็กทั่ว ๆ ไปโดยได้ศึกษาเล่าเรียนจากพ่อของเขาเอง ปาสกาลจะตื่นทำงานแต่เช้าตรู่ท่ามกลางธรรมชาติโดยมักเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ที่ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างเครื่องคิดเลขและการศึกษาเกี่ยวกับของเหลว ทำให้เขาเข้าใจความหมายของความดันและสุญญากาศด้วยการอธิบายของ อีวันเกลิสตา ตอร์ริเชลลี ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของกาลิเลโอ
ปาสกาลเป็นหนึ่งในนักคณิตศาสตร์ที่โด่งดังที่สุดในวงการคณิตศาสตร์ เขาสร้างสองสาขาวิชาใหม่ในการทำรายงาน เขาเขียนหนังสือที่สำคัญบนหัวข้อผู้ออกแบบเรขาคณิตเมื่ออายุเพียง 16 ปีและยังติดต่อกับ ปิแยร์ เดอ แฟร์มาต์ ในปี พ.ศ. 2197 (ค.ศ. 1654) เกี่ยวกับทฤษฎีความน่าจะเป็น ความมั่นคง อิทธิพลของการพัฒนาของเศรฐกิจสมัยใหม่และวิทยาศาสตร์สังคม ประสบการณ์อันน่ามหัศจรรย์ในปี พ.ศ. 2197 (ค.ศ. 1654) ปาสกาลออกจากวงการคณิตศาสตร์และฟิสิกส์โดยอุทิศตัวเพื่องานเขียนเกี่ยวกับปรัชญาและศาสนา สองงานของเขามีชื่อเสียงมากในช่วงเวลานั้นคือLettres provinciales และ Pens?es อย่างไรก็ตามเขาได้รับโรคร้ายเข้าสู่ร่างกาย และได้เสียชีวิตหลังจากงานวันเกิดครบรอบอายุ 39 ปีเพียงสองเดือน
สามเหลี่ยมของปาสกาล (Pascal's triangle)
รูปสามเหลี่ยมของจำนวนเต็มที่จัดเรียงเป็นแถวจำนวน แต่ละแถวแทนสัมประสิทธิ์ของตัวแปร x, y และผลคูณของ xy กำลังต่าง ๆ ที่ได้จากการกระจาย (x + y)n เมื่อ n = 0, 1, 2, 3, ..., n

วิธีกินเหยื่อ ของเผ่ามนุษย์กินคนที่ปาปัวนิวกินี ,, สยอง !!!+

เผ่ากินคน
นำเหยื่อลงไปต้มในหมอทั้งตัวจริงหรือ ?
เผ่ากินคนที่ ปาปัวนิวกินี มีวิธีกินที่น่าสยดสยองคือ
เวลามีใครตายขึ้นไม่ว่าจะเป็นญาติของตน หรือคนต่างเผ่าที่ตกอยู่ในครอบครองของตน
เขาจะไม่นำศพไปฝังหรือเผา แต่จะนำศพไปไว้บนตะแกรงที่ยกพื้นสูงขนาดท่วมหัว
ปล่อยให้ศพอยู่ในสภาพนั้นจนขึ้นอืด เกิดน้ำเหลืองเยิ้มไปทั้งตัวดีแล้ว
ก็จะเข้าป่าหาใบไม้ที่เป็นเครื่องเทศ เอามาพับเป็นกระทงเล็กๆ
(คงอย่างที่เตรียมใบชะพลูจะกินกับเมี่ยง) เหมาะที่จะมีขนาดกินคำเดียว
แล้วก็เชิญ พรรคพวกเพื่อนฝูงให้มารวมกันอยู่ใต้ตะแกรงศพนั้นนำ
เอาไม้ปลายแหลมแทงศพให้เป็นรู ให้น้ำเหลืองไหลย้อยออกมา
นำกระทงใบไม้ที่เตรียมรองรับน้ำเหลืองนั้น
พอได้มากดีแล้วก็กินทั้งน้ำเหลืองและใบไม้ กินกันจนไม่มีน้ำเหลือง
แล้วก็นำศพนี้ไปต้มซุปกับผักต่างๆ กินกันต่อไป
แต่ถ้าเผ่ากินมนุษย์ที่สะใจที่สุดต้องยกให้ชนเผ่า โดโบดูรัส นิยมจับเหยื่อที่ล่ามาได้มากินแบบเป็นๆ นั้นคือต้องทรมานเหยื่อจนใกล้จะตายแต่ไม่ให้
ถึงตาย จากนั้นก็เจาะกะโหลกให้เป็นรูลึกๆ เสียก่อน แล้วค่อยสอดไม้เล็กๆ ที่มีปลายแบบช้อนเข้าไปตักสมองออกมากิน เหยื่อก็ดิ้นไปดิ้นมา ดูแล้วสยดสยองอย่างยิ่ง

แต่เดี๋ยวนี้ คงไม่มีแล้วแหละนะ
เผ่ามนุษย์กินคน

เบนจามิน แฟรงคลิน Benjamin Franklin

เบนจามิน แฟรงคลิน (อังกฤษ: Benjamin Franklin) (17 มกราคม ค.ศ. 1706 [O.S. 6 มกราคม ค.ศ. 1705]– 17 เมษายน ค.ศ. 1790) เป็นหนึ่งในแกนนำผู้ก่อตั้ง (Founding Fathers) ของสหรัฐอเมริกา เบนจามิน แฟรงคลิน เป็น ช่างพิมพ์ คนเรียงพิมพ์ นักเขียน นักปรัชญา นักการเมือง นักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ นักปฏิรูป และนักการทูต คนสำคัญในยุคแสงสว่างของสหรัฐอเมริกา

ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ เขามีผลงานหลายอย่างในด้านฟิสิกส์ ผลงานที่สำคัญคือคิดค้นสายล่อฟ้า และผลงานอื่นเช่นแว่นไบโฟคอล เตาแฟรงคลิน และฮาร์โมนิกาแก้ว เขาเป็นผู้เริ่มก่อตั้งห้องสมุดแห่งแรกในสหรัฐอเมริกา และก่อตั้งสถานีดับเพลิงแห่งแรกในรัฐเพนซิลเวเนีย ผลงานในฐานะนักการเมืองเขาเป็นนักเขียนและผู้นำการเคลื่อนไหวคนสำคัญไปสู่การแยกตัวออกจากอาณานิคมและร่วมก่อตั้งชาติสหรัฐอเมริกา ในฐานะนักการทูต เขาได้เป็นทูตคนสำคัญในช่วงปฏิวัติอเมริกาเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศฝรั่งเศส ซึ่งนำไปสู่การแยกตัวของประเทศจากอาณานิคมของอังกฤษในที่สุด

แฟรงคลินเริ่มต้นชีวิตจากการเป็นนักเรียงพิมพ์ในฟิลาเดลเฟีย ซึ่งสร้างความมั่งคั่งจากหนังสือ Poor Richard's Almanack และหนังสือพิมพ์เพนน์ซิลเวเนียแกเซตต์ (Pennsylvania Gazette) แฟรงคลินมีความสนใจในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีชื่อเสียงในฐานะนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังของโลกคนหนึ่ง นอกจากนี้เขาได้เป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย และวิทยาลัยแฟรงคลินแอนด์มาร์แชลล์ เขายังได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีคนแรกของสมาคมปรัชญาอเมริกา

จากผลงานของแฟรงคลินทั้งในด้านวิทยาสาสตร์และการเมือง เขาได้ถูกยกย่องและกล่าวถึงในหลายด้าน เขาปรากฏในธนบัตรของสหรัฐอเมริกา (100 ดอลลาร์) ชื่อของเขายังปรากฏเป็นชื่อ เมือง เคาน์ตี สถานศึกษา และผลงานอีกหลายด้านยังมีการกล่าวถึงตราบจนปัจจุบัน

ประวัติวัยเยาว์

บ้านเกิดแฟรงคลินในบอสตันเบนจามิน แฟรงคลินเกิดที่เมื่อวันที่ 17 มกราคม ค.ศ. 1706ที่บ้านตรงถนนมิลค์ในเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ และได้รับการแบปติสต์ที่โอลด์เซาธ์มีตตีงเฮาส์ เบนเป็นลูกคนที่ 15 ของบ้านจาก 17 คน พ่อของเบนชื่อ โยซีอาห์ แฟรงคลิน (Josiah Franklin) พ่อค้าขายเทียนและสบู่ในเมืองบอสตัน แม่ของเขาชื่อ อาบีอาห์ โฟรเยอร์ (Abiah Folger) ภรรยาคนที่สองของบ้าน เขาได้รับการศึกษาในเมืองที่โรงเรียนบอสตันลาติน แต่เนื่องจากสภาวะการเงินของทางบ้านไม่ดี จึงได้ออกจากโรงเรียนและมาช่วยกิจการที่บ้านเมื่ออายุได้ 10 ปี สองปีต่อมาเขาได้เข้าฝึกงานกับพี่ชายในฐานะช่างพิมพ์ จนกระทั่งเมื่ออายุได้ 15 ปี เขาได้พยายามส่งงานเขียนของเขาไปที่สำนักพิมพ์หลายแห่ง แต่ได้ถูกปฏิเสธกลับมาทุกครั้ง จนกระทั่งครั้งหนึ่งเขาได้เขียนงานและใช้นามแฝงในชื่อ นางไซเลนซ์ ดูกู๊ด (Mrs. Silence Dogood) ซึ่งงานเขียนของเขาได้เป็นที่รู้จักและถูกกล่าวขานทั่วเมือง แต่ในที่สุดก็โดนจับได้จากพี่ชาย ส่งผลให้เบ็นได้ออกจากบ้านที่บอสตัน และเดินทางมายังฟิลาเดลเฟีย

2554/01/10

แม่น้ำเปลี่ยนสี แม่น้ำโกลด์สตรีม กลายเป็น แม่น้ำสีเขียว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผู้คนที่ท่องเที่ยวอยู่ในอุทยานโกลด์สตรีม โพรวินเชียล เมืองวิคตอเรีย รัฐบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา ต่างต้องพากันตกใจสุดขีดที่จู่ ๆ แม่น้ำโกลด์สตรีมเปลี่ยนเป็นสีเขียวสะท้อนแสงอย่างเหลือเชื่อ

โดยแม่น้ำโกลด์สตรีมที่ไหลผ่านระยะทาง 500 เมตร ได้กลายเป็นสีเขียว ก่อนที่มันจะค่อย ๆ ไหลลงสู่บริเวณปากแม่น้ำ จากนั้นในอีกหนึ่งชั่วโมงให้หลัง น้ำก็กลับมาเป็นสีดังเดิม ซึ่งภาพที่เห็นนี้ได้สร้างความงงงวย และแตกตื่นกับผู้ที่พบเห็นว่า เกิดอะไรขึ้นกับแม่น้ำโกลด์สตรีมแห่งนี้

และหลังจากเกิดเรื่องแปลกนี้ขึ้น เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมรีบเข้ามาตรวจสอบหาสาเหตุโดยทันที โดยเก็บตัวอย่างน้ำมาวิเคราะห์ ซึ่งทางกระทรวงสิ่งแวดล้อมของแคนาดา คาดว่าที่แม่น้ำเปลี่ยนเป็นสีเขียวสะท้อนแสงนี้ เกิดจากฝีมือของมนุษย์ที่ใส่สารอะไรลงไปในแม่น้ำ ทำให้น้ำเปลี่ยนเป็นสีเขียว เพราะไม่พบสัตว์ใด ๆ ที่อาศัยอยู่ในน้ำตาย

ขณะที่หลายคนสันนิษฐานว่า น้ำเปลี่ยนสี เพราะเกิดการสะสมของสารสีเขียวที่ใช้สำหรับตรวจหาร่องรอยสิ่งปนเปื้อนในระบบ ระบายน้ำ ซึ่งจากเหตุการณ์น้ำเปลี่ยนสีนี้ ก็ทำให้บรรดานักสิ่งแวดล้อมออกมาแสดงความเป็นห่วงว่า พวกสารเคมีต่าง ๆ ที่อยู่ในแม่น้ำ อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ในระยะยาว

2554/01/06

มุมการมองของ 4 นักคิดชื่อดัง

ตะไคร้หอมได้รวบรวมคัดลอกบทสัมภาษณ์บางส่วนเกี่ยวกับมุมมองในการคิดของบุคคลต่าง ๆ เอามาแบ่งปันให้เพื่อน ๆ ได้ลองอ่านกันนะคะ ต้องขอบคุณเรื่องราวดีดีแบบนี้จากนิตยสารเดอะซีเคร็ทด้วยนะคะ

สตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง
ประวัติโดยย่อของสตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง

ได้รับการยกย่องจากนักวิทยาศาสตร์ด้วยกันว่าเขาคือนักฟิสิกส์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกซี่งยังมีชีวิตอยู่ เทียบได้กับ แอลเบิร์ต ไอน์สไตน์ จากผลงานการอธิบายสภาวะของ “หลุมดำ” และ “การกำเนิดของจักรวาล” ซึ่งถือเป็นการเปิดศักราชให้แก่วิชา “จักรวาลวิทยา” ซึ่งเป็นฟิสิกส์กระแสหลักของโลกปัจจุบัน
สตีเฟ่นเรียนจบด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง และตัดสินใจเรียนต่อระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ แต่หลังจากเริ่มเรียนได้ไม่นานนัก เขาก็ได้รับข่าวร้ายที่สุดในชีวิต หมอวินิจฉัยว่าเขาป่วยเป็นโรคกลไกประสาทเสื่อม( Motor Neurone Disease) ซึ่งประสาทส่วนกลางจะค่อยๆ สูญเสียการควบคุมกล้ามเนื้อไปเรื่อยๆ จนในที่สุดร่างกายทุกส่วนจะเป็นอัมพาต เว้นแต่เพียงสมองเท่านั้น และหมอยังคงบอกว่าโรคนี้ยังไม่มีทางรักษา เขาคงจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียง 2-3 ปีเท่านั้น คำวินิจฉัยดังกล่าวทำให้สตีเฟ่นซ็อกไปช่วงหนึ่ง แต่เขาก็ตั้งตัวได้ในเวลาต่อมา สตีเฟ่นกล่าวว่า “โรคร้ายทำให้ผมเข้าใจความหมายของชีวิตเป็นครั้งแรกเมื่อก่อนผมรู้สึกว่าชีวิตของผมช่างน่าเบื่อหน่ายจนไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร จนเมื่อความตายมารออยู่ตรงหน้า ผมจึงมองเห็นความฝันของตัวเองชัดขึ้น ผมรู้แล้วว่าผมสามารถสร้างผลงานอันมีคุณค่าได้มากมายมหาศาล ถ้าเพียงผมไม่ตายเท่านั้น” คนสำคัญอีกคนหนึ่งที่ช่วยเรียกขวัญและกำลังใจของสตีเฟ่นให้กลับคืนมาได้ก็คือ เจนไวลด์ แฟนสาวที่ตกลงหมั้นหมายกับเขาเกือบจะทันทีที่ได้รู้ข่าวนี้

ตัวช่วยที่ทำให้สตีเฟ่นทำงานได้ราวกับคนปกติก็คือคอมพิวเตอร์ที่มีโปรแกรมสำหรับเลือกคำและเรียบเรียงประโยค กับโปรแกรมสำหรับแปลงตัวหนังสือให้เป็นเสียง ซึ่งเขาสามารถสั่งการได้ด้วยนิ้วเพียงสองนิ้วเท่านั้น

การใช้ชีวิตของสตีเฟ่นหลังจากเกิดปัญหาโรคร้าย

แม้ว่าผมต้องรับมือกับโรคกลไกประสาทเสื่อมมาตลอดช่วงวัยผู้ใหญ่ของผม แต่สิ่งนี้ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการมีชีวิตครอบครัวที่น่ารักหรือการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานแต่อย่างใด นี่เป็นเพราะผมได้รับความช่วยเหลือจากเจน ลูกๆ ทั้งสาม และผู้คนจำนวนมากตลอดจนหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ผมคิดว่าตัวเองโชคดีที่อาการของโรคทรุดลงช้ากว่าปกติมาก ซึ่งก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คนเราไม่ควรสิ้นหวัง”



ทันตแพทย์สม สุจีรา

ถ้าให้นิยามตัวเอง คุณหมอคิดว่าตัวเองเป็นคนแบบไหนคะ
ผมเป็นคนที่มีแรงบันดาลใจสูง ผมว่าสำคัญนะ เพราะชีวิตคนเราจะประสบความสำเร็จได้มันขึ้นอยู่กับสามแรง คือ แรงจูงใจ แรงขับ และแรงบันดาลใจ แต่แรงขับมันจะเป็นทุกข์ คนที่จะพยายามจะไปข้างหน้าด้วยแรงขับจะเกิดทุกขเวทนาสูง ส่วนแรงจูงใจจะทำให้เกิดความโลภ อย่างนักกีฬาที่ซ้อมเพื่อเงินรางวัลจะต่างกับนักกีฬาที่ซ้อมด้วยแรงบันดาลใจ เขาจะมีแรงจากภายในขึ้นมาช่วยอย่างมหาศาล เพราะฉะนั้นแรงบันดาลใจจึงสำคัญมากๆ

เวลามีความทุกข์คุณหมอคิดอย่างไรคะ
ไม่ว่ามีคนชมหรือมีคนว่า ผมจะรู้สึกเฉยๆ คือ ถ้าเวลาสุข เรามีสติเฝ้าดู จะเห็นว่าความสุขมันก็แค่นี้ เวลามีทุกข์ก็เหมือนกัน ถ้าเราฝึกดึงสุขออกจากใจเราได้ ความทุกข์ก็ดึงได้เหมือนกัน ฝึกไปเถอะ ตอนสุขดึงง่ายกว่าตอนทุกข์ ดีใจมากๆ ปุ๊บ ตั้งสติ เราจะดีใจไปทำไม นั่งดูไปเลยว่า ความดีใจเป็นอย่างนี้นะ พอฝึกได้ถึงจุดหนึ่ง วันที่เราเสียใจ เราก็นั่งดูได้เหมือนกัน ผมก็เลยรู้สึกเฉยๆ



โอปอล์ ปาณิสรา พิมพ์ปรุ
คำนิยามตัวเอง
ปอล์รักใครแล้วรักมาก ให้ได้ทุกอย่าง และเชื่อเสมอว่า ถ้าเราอยากให้ใครดีกับเรา เราก็ต้องดีกับเขา ใครอาจจะมองว่าปอล์เป็นคนที่ดูเปรี้ยว ดูแรง แต่คนที่ใกล้ชิดจะรู้ว่าปอล์ไม่ชอบเที่ยวกลางคืน เพิ่งมาเที่ยวบ้างก็ช่วงหลังเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว ส่วนหนึ่งเพราะไม่อยากให้พอแม่เป็นห่วง และอยากทำให้เป้าหมายในชีวิตให้สำเร็จด้วยการเป็นลูกที่ “เอาดี”ให้พ่อแม่ให้ได้

มุมมองเวลาเจอความทุกข์
ตลอดเวลาที่ผ่านมา พ่อจะสอนตลอดว่า สิ่งที่เข้ามาไม่ว่าจะเป็นสุขหรือทุกข์ ให้มองเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ใครก็พานพบ วันนี้ยิ้มได้ อีกวันก็ร้องไห้ได้ เป็นเรื่องธรรมดา เดี๋ยวทุกย่างก็จะผ่านไป ที่สำคัญ เมื่อมีความทุกข์ เราจะรู้ว่ายามสุขนั้นดีแค่นไหน ท่านจะสอนให้เรารู้จักปล่อยวางแล้วคิดเสียว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด อย่ายึดติด

จำได้ว่าช่วงเรียนมหาวิทยาลัย ปัญหาหนี้สินรุมเร้าอย่างหนักถึงขนาดโดนยึดบ้าน เป็นคนอื่นอาจจะเครียดหนัก แต่พ่อปอล์ทำใจได้ ท่านบอกว่า “ถ้าเขาจะยึดก็ให้ยึดไปลูก อย่าไปทุกข์เลย” ยิ่งไปกว่านั้นพ่อกับแม่ยังเป็นคนใจบุญทั้งคู่ ช่วงไหนที่เราพอมีกินมีใช้ พ่อก็จะให้ลูกๆ นำเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้ว ยาสีฟัน ขนม ฯลฯ แพ็คใส่ถุงไว้หลายๆ ถุงแล้วนำไปไว้ในรถ เพื่อไว้แจกคนขายพวงมาลัยที่เรร่อน บางครั้งท่านก็ทำแซนด์วิชแฮม ไข่ดาว ไว้เป็นสิบๆ ชิ้นเพื่อไว้แจกคนที่มาเช็ดกระจก หรือวันไหนไปกินอาหารฟาสต์ฟู้ด ถ้ามีเด็กมาเกาะกระจกมอง พ่อก็จะเรียกให้มากินเลย สิ่งนี้ทำให้ปอล์เรียนรู้เรื่องการเป็นผู้ให้มาตั้งแต่เด็ก โดยไม่ต้องมีใครมาสอน ทุกวันนี้ถ้าปอล์ทำงานได้เงินมาก้อนหนึ่งจะเก็บส่วนหนึ่งไว้ทำบุญทุกครั้ง ถ้าไม่ทำบุญกับพุทธศาสนาก็จะบริจาคให้เด็กๆ ที่ติดเชื้อเอชไอวี หรือบริจาคช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย


แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์

เวลามีความทุกข์ คุณหมอมีวิธีการจัดการอย่างไรคะ

หมอจะถามตัวเองว่าความทุกข์นั้นคืออะไร เราจะยังอยากทุกข์อีกไหม ถ้าไม่อยากทุกข์อีกแล้วจะทำอย่างไร ก็คือต้อง นิพพาน หมอไม่อยากเกิดอีก เพราะเมื่อเกิดแล้วย่อมมีความทุกข์ พอหมออายุมากขึ้น เมื่อไรที่อารมณ์ไม่ค่อยดี มีความทุกข์อะไรก็ตามแต่ หมอจะเตือนตัวเองว่า ไม่เอา ทิ้งไป ไม่ใช่ทิ้งไว้ให้ตกตะกอนนะ แต่ต้องทิ้งไปเลย ยกตัวอย่างสิ่งที่หมอได้เจอมาในระยะหลัง หนึ่งคือ ความอิจฉาริษยา ซึ่งแรงมาก มาจากทุกด้านทุกกลุ่ม หมอจะรู้สึกว่าน่าเบื่อ สอง คือ ถูกกล่าวร้าย ทั้งๆ ที่หมอไม่ได้ทำ ตอนแรกที่หมอเข้าไปอ่านกระทู้ที่อินเตอร์นเน็ต แล้วร้องไห้เลย โอ้โฮ โดนด่า ซึ่งไม่ใช่เรื่องจริง เขาว่าหมอคนอื่นก็เก่ง หมอนิติเวชไม่ได้มีคนเดียว ทำไมหมอพรทิพย์เรื่องมาก ถ้าหมอจะคิดให้ทุกข์ก็ทุกข์ คิดไม่ทุกข์มันก็ไม่ทุกข์ หมอเริ่มเรียนรู้และเข้าใจว่า เราต้องดูแลอัตตาของเราให้ดี ถ้าโตมาก พองมาก เราจะเจ็บ เพราะฉะนั้นเวลาไปอ่านที่เขาโพสต์แล้วเอาอัตตาของเราไปรับ เราจะเจ็บ แต่พอเราเริ่มฝึก คิดว่าช่างมันเถอะ หัดลดขนาดของอัตตาเราลง ก็จะรู้สึกว่ามันหายโกรธไปได้

ความสำเร็จในงานของคุณหมอขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไรบ้างคะ

ความสำเร็จอยู่ที่ หนึ่ง ความบริสุทธิ์ของจิตที่มีความตั้งใจในการทำงาน สอง ขึ้นอยู่กับเราให้ใจ มีความตั้งใจ และจริงใจกับงานแค่ไหน ซึ่งหมอคิดว่าเป็นแก่นของการทำงาน ความบริสุทธิ์ของจิตต้องถูกต้องในทางธรรมแล้วเราจะมีพลังแก่กล้า เรื่องนี้พิสูจน์ได้จากภารกิจที่สามจังหวัดชายแดนใต้ หมอลงไปทำงานมาเกือบเจ็ดปี แล้ววันหนึ่งเริ่มสัมฤทธิ์ผลทีละนิดก็เริ่มรู้สึกมหัศจรรย์ เพราะว่าหมอได้รับโอกาสไปช่วยทำงานไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ อีกเก้าสิบเปอร์เซ็นต์เป็นการทำงานของตำรวจ ทำไมสิบเปอร์เซ็นต์ของหมอถึงสัมฤทธิ์ผล ไม่ใช่เพราะหมอเก่งแต่เป็นเพราะพลังของความบริสุทธิ์กับพลังแห่งความตั้งใจอยากให้ดินแดนภาคใต้สงบสุข