น้ำชา เป็นเครื่องดื่ม ที่เป็น ที่รู้จัก กันดี ในหมู่ คนชาว เอเชีย การดื่ม
น้ำชานั้น เป็นเรื่อง ปกติ
โดยเฉพาะ กับชาวจีน เป็นที่ เข้าใจว่า สรรพคุณ ของ น้ำชา มีอยู่ มากมาย
ด้วยกัน ทั้ง รักษาโรค และป้องกัน โรคต่าง ๆ อย่างไร ก็ดี
ชามี อยู่ด้วยกัน หลากหลาย ประเภท แตกต่าง กันไปด้วย สี รสชาติ และคุณ
ประโยชน์ ที่มี คุณจะ เลือกดื่ม แบบไหน ก็ลอง พิจารณา ดู
ชาเขียว (GREEN TEA)
ถึงแม้ ว่าชา จะมีมา เป็นศตวรรษ แล้ว แต่ชาเขียว ก็เพิ่งจะมา ได้รับความนิยม
เป็นอย่างมาก เมื่อเร็ว ๆ นี้เอง เชื่อกันว่า ชาเขียว สามารถ ใช้รักษา
โรคร้าย อย่างเช่น มะเร็งได้ และนี่เอง ที่ทำให้ เกิดความ นิยม ขึ้นมาอย่าง
ต่อเนื่อง ชาเขียว ทำมาจาก การนำใบไม้ มาตากแห้ง จนกลาย เป็นสีเขียว แก่เข้ม
แล้วนำ ไปผ่านกระบวนการ อีกนิดหน่อย ชาวจีน ส่วนใหญ่ จะนิยม ดื่มชาเขียว
กันเป็นประจำ แทบทุกบ้าน จะต้องมี เหยือกใส่น้ำร้อน อยู่คู่กับ ใบไม้สีเขียว
แห้ง ๆ ด้วยกัน นอกจาก
สรรพคุณ ที่ช่วยรักษา โรคมะเร็ง ยังเป็น ที่รู้กัน อีกว่า การดื่มชาเขียว
เป็นประจำ จะช่วย ให้การไหลเวียน ของโลหิต เป็นไปอย่างสมบูรณ์ แถมยังช่วย
เผาผลาญ ไขมันในร่างกาย ออกไปด้วย นอกจาก นั้น ชาเขียว ยังสามารถ หาซื้อ
ได้ง่าย ๆ ตามร้านค้า ทั่วไป
ชาสมุนไพร (HERB TEA)
ชาสมุนไพร ที่จริง ไม่ใช่ ชาสำหรับ ดื่ม กัน ทั่วไป แต่เป็น ชาที่ใช้ สำหรับ
ในการ รักษาโรค แต่ก็ มีชา สมุนไพร อีกหลาย ประเภท ที่สามารถ ทำการดื่ม
ได้เป็น น้ำดื่มประจำ ทุกวัน เพื่อบำรุง ร่างกาย ชาสมุนไพร ประเภท หลังนี้
มีอยู่ มากมาย หาซื้อ ได้ง่าย ตามร้านค้า ทั่วไป
ชาขาว (WHITE TEA)
เป็นชา ที่มีรสชาติ อ่อนละมุน มากที่สุด มีคาเฟอีน น้อยมาก ๆ แทบ จะไม่มี
คาเฟอีน เลยทีเดียว เรียกได้ ว่าเป็นส่วนผสม ของสมุนไพร กับธรรมชาติ
ที่ใสสะอาด เลยทีเดียว
ชาดำ (BLACK TEA)
เป็นชา ที่มี สารคาเฟอีน มากที่สุด ในจำ พวกชา ด้วยกัน เหมาะสำหรับ
คนที่ต้องการ กระตุ้น ร่างกาย ให้ตื่นตัว แต่ไม่ ต้องการ ดื่มกาแฟ เพราะ
มันแรง มากเกินไป
ชาคาโมไมล์ (CHAMOMILE)
เป็นที่นิยม กันมาก มีหลายบริษัท ผลิตออกมา และมี ตอนนี้ ก็มี การวาง จำหน่าย
ตามร้านค้า ทั่วไป เป็นชา ที่มีกลิ่นหอม มีเสน่ห์มาก
2552/11/06
เปลือกไข่กินได้ :')
ไข่เป็นอาหารที่หาทานได้ง่าย ราคาถูก สามารถประกอบอาหารได้หลายอย่าง แต่เป็นเวลานานหลายปีแล้วที่ทางการแพทย์พบว่า ไข่ประกอบด้วยคลอเรสเตอรอล ที่ทำให้คลอเรสเตอรอลในเลือดสูง และทำให้อัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด จึงมีคำแนะนำว่าในผู้ใหญ่ไม่ควรทานไข่เกินสัปดาห์ละ 3ฟอง แต่จากการวิจัยในระยะหลังๆ พบว่า คลอเรสเตอรอลที่มีในไข่ มีผลต่อคลอเรสเตอรอลในเลือดน้อยมาก
ดังนั้นจึงเริ่มมีการรณรงค์ให้ทานไข่กันมากขึ้น และเพิ่มคำแนะนำให้ทานไข่วันละหนึ่งฟอง คำแนะนำใหม่นี้ใช้ได้จริงหรือไม่ เป็นคำถามที่หลายคนสงสัย หรือเป็นเพียงคำโฆษณา
องค์ประกอบของไข่ แบ่งออกเป็น สามส่วนใหญ่ๆ คือ
1. เปลือกไข่ (Shell) เป็นเปลือกแข็ง ห่อหุ้มด้านนอก
2. ไข่ขาว (White egg) มีลักษณะเหลวใสหรือสีเหลืองอ่อนห่อหุ้มไข่แดง
3. ไข่แดง (Yolk egg) มีทรงกลมมีส้มหรือแดง อยู่ตรงกลาง ถ้ามีไข่ที่มีเชื้อ ส่วนของไข่แดงจะเปลี่ยนไปเป็นตัวอ่อนและฟักออกมาเป็นตัวได้
ใครที่ชอบทานไข่ ทราบหรือไม่ว่า เปลือกไข่ก็มีประโยชน์เหมือนกัน วันนี้เกร็ดความรู้มีมาฝากกัน...
- เปลือกไข่อุดมด้วยธาตุเหล็ก นำเปลือกไข่มาล้างให้สะอาด อบย่างให้ร้อนแล้วตำให้เป็นผงละเอียดนำไปหุงปนกับข้าวสาร เป็นอาหารที่มีคุณค่าบำรุงดีมาก และสารอาหารที่จะได้รับจากเปลือกไข่ ก็คือ แคลเซี่ยม
- เปลือกไข่ยังมีประโยชน์ใช้สอยในด้านเป็นเครื่องมือทำความสะอาดสามารถนำไปใช้ขัดล้างอ่างล้างหน้าอ่างอาบน้ำและเครื่องใช้เซรามิคทั้งหลาย
- ใช้แทนแปรงล้างขวดหรือภาชนะที่มีปากแคบ
- ใช้เป็นปุ๋ยให้ต้นไม้ได้
ดังนั้นจึงเริ่มมีการรณรงค์ให้ทานไข่กันมากขึ้น และเพิ่มคำแนะนำให้ทานไข่วันละหนึ่งฟอง คำแนะนำใหม่นี้ใช้ได้จริงหรือไม่ เป็นคำถามที่หลายคนสงสัย หรือเป็นเพียงคำโฆษณา
องค์ประกอบของไข่ แบ่งออกเป็น สามส่วนใหญ่ๆ คือ
1. เปลือกไข่ (Shell) เป็นเปลือกแข็ง ห่อหุ้มด้านนอก
2. ไข่ขาว (White egg) มีลักษณะเหลวใสหรือสีเหลืองอ่อนห่อหุ้มไข่แดง
3. ไข่แดง (Yolk egg) มีทรงกลมมีส้มหรือแดง อยู่ตรงกลาง ถ้ามีไข่ที่มีเชื้อ ส่วนของไข่แดงจะเปลี่ยนไปเป็นตัวอ่อนและฟักออกมาเป็นตัวได้
ใครที่ชอบทานไข่ ทราบหรือไม่ว่า เปลือกไข่ก็มีประโยชน์เหมือนกัน วันนี้เกร็ดความรู้มีมาฝากกัน...
- เปลือกไข่อุดมด้วยธาตุเหล็ก นำเปลือกไข่มาล้างให้สะอาด อบย่างให้ร้อนแล้วตำให้เป็นผงละเอียดนำไปหุงปนกับข้าวสาร เป็นอาหารที่มีคุณค่าบำรุงดีมาก และสารอาหารที่จะได้รับจากเปลือกไข่ ก็คือ แคลเซี่ยม
- เปลือกไข่ยังมีประโยชน์ใช้สอยในด้านเป็นเครื่องมือทำความสะอาดสามารถนำไปใช้ขัดล้างอ่างล้างหน้าอ่างอาบน้ำและเครื่องใช้เซรามิคทั้งหลาย
- ใช้แทนแปรงล้างขวดหรือภาชนะที่มีปากแคบ
- ใช้เป็นปุ๋ยให้ต้นไม้ได้
2552/11/05
ช็อค !!14 สิงหาคม 2669 : วันโลกาวินาศ ?
คนโบราณเชื่อว่าทุกครั้งที่ดาวหางปรากฏ สงครามจะเกิด ภูเขาไฟจะระเบิด และโรคร้ายจะระบาด ฯลฯ ปราชญ์ Aristotle ได้เคยกล่าวไว้ว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์ ที่ได้ท่วมทำลายมหานคร Helice และ Bura ของกรีกโบราณนั้นเกิดขึ้นเมื่อดาวหางปรากฏ คัมภีร์ไบเบิลก็ได้บันทึกว่า ก่อนที่นคร Sodom และ Gomorah จะถูกพระเจ้าทำลาย ผู้คนในเมืองก็ได้เห็นดาวหางปรากฏบนฟ้าเช่นกัน และเมื่อดาวหางโผล่ในปีที่จักรพรรดิ Attila Valerian และ Caesar เสด็จสวรรคต ชาวบ้านก็ยิ่งปักใจเชื่อว่า ดาวหางกับการสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์ เป็นของคู่กัน
ส่วนในประเทศญี่ปุ่นนั้น องค์จักรพรรดิ์จะทรงมีพระราชบัญชาให้นักบวชประจำราชสำนักทำพิธีบวงสรวงขอความปรานีจากพระผู้เป็นเจ้าเวลาดาวหางโผล่ และจะทรงห้ามประชาชนมิให้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตจนกว่าดาวหางจะลับหายไป จักรพรรดิ์ญี่ปุ่นพระองค์หนึ่งได้ทรงหวาดกลัวดาวหางมาก ถึงกับทรงสละราชบัลลังก์ เมื่อมีดาวหางปรากฎในรัชสมัยของพระองค์
เมื่อวิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้าขึ้น ผู้คนก็ชักจะเริ่มสงสัยในความเชื่อที่ว่าดาวหางเป็นดาวอัปมงคล จักรพรรดิ์ Nepoleon ซึ่งประสูติในปีที่ดาวหางปรากฏ ได้ทรงประกาศว่า ดาวหางคือสัญญาณจากพระเจ้าที่ทรงกำหนดมาให้พระองค์ได้เป็นกษัตริย์ปกครองประเทศรัสเซีย (พระองค์ไม่ได้เป็น)
ถึงแม้ว่าคนส่วนมาก จะรู้สึกผวากลัว เมื่อเห็นดาวหาง แต่ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่รู้สึกยินดีเป็นที่ยิ่งเมื่อเห็นดาวหาง เขาเหล่านั้นคือบุคคลที่เห็นดาวหางเป็นคนแรก ประเพณีกำหนดไว้ว่า ใครที่เห็นดาวหางดวงที่ยังไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน ชื่อของเขาจะเป็นชื่อของดาวหางดวงนั้นทันที ดาวหางจึงมีชื่อต่างๆ นานา เช่น Al Asaki, Kohoutek และ Austin เป็นต้น
ในปี พ.ศ. 2371 นักดาราศาสตร์ชาวเยอรมัน ชื่อ W. Olbers ได้คำนวณว่าดาวหาง Biela จะโคจรผ่านโลกในระยะใกล้มาก ฝุ่นละอองจากดาวจะทำให้อากาศบนโลกเป็นพิษ คนทั่วไปเมื่อได้ยิน ได้ฟังคำพยากรณ์นี้ได้รู้สึกตื่นกลัวว่า Biela จะชนโลก แต่เมื่อ D. Arago นักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศสได้คำนวณทางโคจรของ Biela ใหม่ และพบว่าระยะใกล้ที่ว่านั้นคือ 80 ล้านกิโลเมตร ผู้คนที่เคยใจหายก็เริ่มหายใจได้เป็นปกติอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2405 นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันสองท่านคือ L. Swift และ H. Tuttle ได้เห็นดาวหางดวงใหม่ และขณะนี้ดาวหาง Swift-Tuttle กำลังผ่านใกล้โลกอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2541 B. Marsden แห่ง Haward-Smithsonian Center for Astrophysics ได้พยากรณ์ว่า Swift-Tuttle ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 กิโลเมตร อาจจะชนโลก ในวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2669 ซึ่งเป็นเวลาที่ Swift-Tuttle จะโคจรกลับมาใกล้โลกอีกครั้ง และโอกาสการตูมกันกลางอวกาศจะเป็น 0.01%
หาก Swift-Tuttle ชนโลกจริงๆ แรงปะทะจะทำให้เกิดการระเบิดที่รุนแรงเท่ากับการระเบิดพร้อมๆ กันของการระเบิดปรมาณู 1 ล้านลูก ฝุ่นละออง และควันจะฟุ้งกระจายบดบังแสงอาทิตย์จากเบื้องบนนานเป็นปี พืชและสัตว์จะพากันล้มตาย และสูญพันธุ์ไปถึงไม่หมดก็เกือบหมด
Marsden ได้เรียกร้อง ให้นักดาราศาสตร์ทั่วโลก จับตาดูดาวหางดวงนี้แบบตาอย่ากระพริบ เพื่อตรวจดูตำแหน่งและทิศทางการโคจรของมัน หากคำพยากรณ์ของเขาถูก เราก็จะต้องยิงจรวดนำปรมาณู ไปถล่มทลายดาวหางดวงนี้ ก่อนที่มันจะถล่มเรา
แต่ผมว่าเขา จะคำนวณผิดเสียมากกว่า เพราะการทำนายเหตุการณ์ต่างๆ ล่วงหน้าตั้ง 134 ปี ให้ถูก โดยที่ข้อมูล และรายละเอียดต่างๆ ของปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่ไว้วางใจไม่ได้นั้น เป็นเรื่องที่ทำได้ถูกต้องยาก ไม่เชื่อ คุณก็คอยดู
ส่วนในประเทศญี่ปุ่นนั้น องค์จักรพรรดิ์จะทรงมีพระราชบัญชาให้นักบวชประจำราชสำนักทำพิธีบวงสรวงขอความปรานีจากพระผู้เป็นเจ้าเวลาดาวหางโผล่ และจะทรงห้ามประชาชนมิให้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตจนกว่าดาวหางจะลับหายไป จักรพรรดิ์ญี่ปุ่นพระองค์หนึ่งได้ทรงหวาดกลัวดาวหางมาก ถึงกับทรงสละราชบัลลังก์ เมื่อมีดาวหางปรากฎในรัชสมัยของพระองค์
เมื่อวิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้าขึ้น ผู้คนก็ชักจะเริ่มสงสัยในความเชื่อที่ว่าดาวหางเป็นดาวอัปมงคล จักรพรรดิ์ Nepoleon ซึ่งประสูติในปีที่ดาวหางปรากฏ ได้ทรงประกาศว่า ดาวหางคือสัญญาณจากพระเจ้าที่ทรงกำหนดมาให้พระองค์ได้เป็นกษัตริย์ปกครองประเทศรัสเซีย (พระองค์ไม่ได้เป็น)
ถึงแม้ว่าคนส่วนมาก จะรู้สึกผวากลัว เมื่อเห็นดาวหาง แต่ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่รู้สึกยินดีเป็นที่ยิ่งเมื่อเห็นดาวหาง เขาเหล่านั้นคือบุคคลที่เห็นดาวหางเป็นคนแรก ประเพณีกำหนดไว้ว่า ใครที่เห็นดาวหางดวงที่ยังไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน ชื่อของเขาจะเป็นชื่อของดาวหางดวงนั้นทันที ดาวหางจึงมีชื่อต่างๆ นานา เช่น Al Asaki, Kohoutek และ Austin เป็นต้น
ในปี พ.ศ. 2371 นักดาราศาสตร์ชาวเยอรมัน ชื่อ W. Olbers ได้คำนวณว่าดาวหาง Biela จะโคจรผ่านโลกในระยะใกล้มาก ฝุ่นละอองจากดาวจะทำให้อากาศบนโลกเป็นพิษ คนทั่วไปเมื่อได้ยิน ได้ฟังคำพยากรณ์นี้ได้รู้สึกตื่นกลัวว่า Biela จะชนโลก แต่เมื่อ D. Arago นักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศสได้คำนวณทางโคจรของ Biela ใหม่ และพบว่าระยะใกล้ที่ว่านั้นคือ 80 ล้านกิโลเมตร ผู้คนที่เคยใจหายก็เริ่มหายใจได้เป็นปกติอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2405 นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันสองท่านคือ L. Swift และ H. Tuttle ได้เห็นดาวหางดวงใหม่ และขณะนี้ดาวหาง Swift-Tuttle กำลังผ่านใกล้โลกอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2541 B. Marsden แห่ง Haward-Smithsonian Center for Astrophysics ได้พยากรณ์ว่า Swift-Tuttle ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 กิโลเมตร อาจจะชนโลก ในวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2669 ซึ่งเป็นเวลาที่ Swift-Tuttle จะโคจรกลับมาใกล้โลกอีกครั้ง และโอกาสการตูมกันกลางอวกาศจะเป็น 0.01%
หาก Swift-Tuttle ชนโลกจริงๆ แรงปะทะจะทำให้เกิดการระเบิดที่รุนแรงเท่ากับการระเบิดพร้อมๆ กันของการระเบิดปรมาณู 1 ล้านลูก ฝุ่นละออง และควันจะฟุ้งกระจายบดบังแสงอาทิตย์จากเบื้องบนนานเป็นปี พืชและสัตว์จะพากันล้มตาย และสูญพันธุ์ไปถึงไม่หมดก็เกือบหมด
Marsden ได้เรียกร้อง ให้นักดาราศาสตร์ทั่วโลก จับตาดูดาวหางดวงนี้แบบตาอย่ากระพริบ เพื่อตรวจดูตำแหน่งและทิศทางการโคจรของมัน หากคำพยากรณ์ของเขาถูก เราก็จะต้องยิงจรวดนำปรมาณู ไปถล่มทลายดาวหางดวงนี้ ก่อนที่มันจะถล่มเรา
แต่ผมว่าเขา จะคำนวณผิดเสียมากกว่า เพราะการทำนายเหตุการณ์ต่างๆ ล่วงหน้าตั้ง 134 ปี ให้ถูก โดยที่ข้อมูล และรายละเอียดต่างๆ ของปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่ไว้วางใจไม่ได้นั้น เป็นเรื่องที่ทำได้ถูกต้องยาก ไม่เชื่อ คุณก็คอยดู
2552/11/04
อีก 50 ปี โลกจะเป็นดาวศุกร์
ประชุมเมืองใหญ่ยกร่างปฏิญญาสิ่งแวดล้อมรอประเทศอาเซียนรับรอง เลขาธิการอาเซียน ชี้ ใน ค.ศ.2050 ยังแก้ไขโลกร้อนไม่ได้ โลกจะเป็นดาวศุกร์-ดาวพฤหัส คนอยู่ไม่ได้ แนะปลูกต้นไม้บนหลังคาบ้านลดอุณหภูมิได้ 2-3 องศา
วันนี้ (3 พ.ย.) ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร สืบเนื่องจากการประชุม ASEAN+6 City Forum on Climate Chance Bangkok 2008 ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน เสนอให้กรุงเทพมหานคร เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Cool ASEAN, Green Capitals Initiative ในปี 2552 เพื่อสานต่อความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียน โดยเชิญผู้แทนเมืองใหญ่ จากประเทศอาเซียน อาทิ จาการ์ตา เวียงจันทน์ มะนิลา และ กทม.เข้าร่วม โดยภายหลังการประชุม ดร.สุรินทร์ และ นาย แมทธิว เวอร์กิส(Matthew Vergis) รักษาการผู้อำนวยการธนาคารโลก และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม.ร่วมแถลงผลการประชุม โดยที่ประชุมได้ยกร่างปฏิญญาที่ประกอบด้วย เมืองหลวงและเมืองขนาดใหญ่ ที่เป็นสมาชิกของอาเซียนกรอบความร่วมมือ เรื่องอาคารสีเขียว และสาธารณูปโภคพื้นฐาน เพื่อให้ครอบคลุมทุกภารกิจของเมือง ที่เกี่ยวเนื่องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายละเอียดภารกิจตามกรอบความร่วมมือ ที่เกี่ยวกับกฎระเบียบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรต่างประเทศระดับภูมิภาค สถาบันการศึกษา และหน่วยงานด้านการวิจัยและพัฒนา อันเกี่ยวเนื่องกับประเด็นสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ 1.การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ 2.พลังงานทดแทน 3.การคมนาคม 4.การจัดการขยะและน้ำเสีย และ 5.การขยาย พท.สีเขียวในเขตเมือง
ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า เราจะต้องมีแผนการปฏิบัติงานเพื่อให้เห็นว่าพร้อมปฏิบัติตามแผนร่วมกัน ซึ่งหากในปี ค.ศ.2050 ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ โลกของเราอาจจะกลายเป็นดาวพฤหัส ศุกร์ ที่ไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่ ดังนั้น ในกลุ่มประเทศอาเซียนจำเป็นต้องหันหน้าเข้าหากัน เพื่อหารือแลกเปลี่ยน อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นตนได้หารือกับผู้ว่าฯ กทม.ว่า น่าจะส่งเสริมให้มีการปลูกต้นไม้บนหลังคาบ้าน ซึ่งได้รับการพิสูจน์ในต่างประเทศมาแล้วว่า สามารถช่วยลดอุณหภูมิได้ 2-3 องศาเซลเซียส ขณะเดียวกัน ในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย ยังมีการใช้คาร์บอนเครดิตในจำนวนน้อย ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีสีเขียวมาปรับใช้ในการผลิตของตนก็จะสามารถขอรับเครดิตจากธนาคารโลกในส่วนนี้ได้ โดยที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสามารถทำควบคู่ไปกับการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้ สามารถสร้างสมดุลร่วมกันได้
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า ในวันนี้เป็นการริเริ่มในการยกร่างปฏิญญาซึ่งจะต้องมีการส่งต่อให้กับเมืองในกลุ่มประเทศอาเซียนได้พิจารณา และให้ความเห็นชอบให้ครบทุกเมือง เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง ส่วนจะมีการลงนามเมื่อใดนั้น แล้วแต่โอกาสและความเหมาะสม
วันนี้ (3 พ.ย.) ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร สืบเนื่องจากการประชุม ASEAN+6 City Forum on Climate Chance Bangkok 2008 ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน เสนอให้กรุงเทพมหานคร เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Cool ASEAN, Green Capitals Initiative ในปี 2552 เพื่อสานต่อความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียน โดยเชิญผู้แทนเมืองใหญ่ จากประเทศอาเซียน อาทิ จาการ์ตา เวียงจันทน์ มะนิลา และ กทม.เข้าร่วม โดยภายหลังการประชุม ดร.สุรินทร์ และ นาย แมทธิว เวอร์กิส(Matthew Vergis) รักษาการผู้อำนวยการธนาคารโลก และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม.ร่วมแถลงผลการประชุม โดยที่ประชุมได้ยกร่างปฏิญญาที่ประกอบด้วย เมืองหลวงและเมืองขนาดใหญ่ ที่เป็นสมาชิกของอาเซียนกรอบความร่วมมือ เรื่องอาคารสีเขียว และสาธารณูปโภคพื้นฐาน เพื่อให้ครอบคลุมทุกภารกิจของเมือง ที่เกี่ยวเนื่องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายละเอียดภารกิจตามกรอบความร่วมมือ ที่เกี่ยวกับกฎระเบียบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรต่างประเทศระดับภูมิภาค สถาบันการศึกษา และหน่วยงานด้านการวิจัยและพัฒนา อันเกี่ยวเนื่องกับประเด็นสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ 1.การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ 2.พลังงานทดแทน 3.การคมนาคม 4.การจัดการขยะและน้ำเสีย และ 5.การขยาย พท.สีเขียวในเขตเมือง
ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า เราจะต้องมีแผนการปฏิบัติงานเพื่อให้เห็นว่าพร้อมปฏิบัติตามแผนร่วมกัน ซึ่งหากในปี ค.ศ.2050 ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ โลกของเราอาจจะกลายเป็นดาวพฤหัส ศุกร์ ที่ไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่ ดังนั้น ในกลุ่มประเทศอาเซียนจำเป็นต้องหันหน้าเข้าหากัน เพื่อหารือแลกเปลี่ยน อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นตนได้หารือกับผู้ว่าฯ กทม.ว่า น่าจะส่งเสริมให้มีการปลูกต้นไม้บนหลังคาบ้าน ซึ่งได้รับการพิสูจน์ในต่างประเทศมาแล้วว่า สามารถช่วยลดอุณหภูมิได้ 2-3 องศาเซลเซียส ขณะเดียวกัน ในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย ยังมีการใช้คาร์บอนเครดิตในจำนวนน้อย ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีสีเขียวมาปรับใช้ในการผลิตของตนก็จะสามารถขอรับเครดิตจากธนาคารโลกในส่วนนี้ได้ โดยที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสามารถทำควบคู่ไปกับการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้ สามารถสร้างสมดุลร่วมกันได้
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า ในวันนี้เป็นการริเริ่มในการยกร่างปฏิญญาซึ่งจะต้องมีการส่งต่อให้กับเมืองในกลุ่มประเทศอาเซียนได้พิจารณา และให้ความเห็นชอบให้ครบทุกเมือง เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง ส่วนจะมีการลงนามเมื่อใดนั้น แล้วแต่โอกาสและความเหมาะสม
2552/10/27
การกำเนิดของซากดึกดำบรรพ์
ซากดึกดำบรรพ์ คือ ส่วนที่เหลือเป็นซาก (รอยพิมพ์) ของพืช หรือสัตว์ ที่มีชีวิตอยู่ในอดีตกาลและสามารถขุดพบได้จากดิน ซากสิ่งมีชีวิตยุคก่อนประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่สำคัญมากเนื่องจากเป็นสิ่งที่ใช้บ่งชี้เวลาและช่วยนักธรณีวิทยาในการสร้างความสัมพันธ์ของหินที่มีอายุเดียวกันที่อยู่ในที่ต่างกัน เพียงส่วนเล็กๆของอวัยวะต่างชนิดของสิ่งมีชีวิตที่เกิดในอดีต เท่านั้น ที่กลายมาเป็นซากดึกดำบรรพ์ ขั้นตอนการเกิดซากดึกดำบรรพ์นั้นประกอบด้วย สอง เงื่อนไขที่สำคัญเงื่อนไขแรก ต้องมีการฝังซากทันทีทันใดที่ตาย เมื่ออวัยวะต่างๆตายลง ส่วนที่นิ่มกว่าจะถูกพวกสัตว์กินซากกินไป หรืออาจย่อยสลายไปด้วยแบคทีเรีย ซากที่ถูกฝังทันทีหลังตายเท่านั้นที่สามารถรอดพ้นจากการถูกทำลายซากด้วยสิ่งที่กล่าวมา เงื่อนไขที่สอง การเกิดเป็นซากดึกดำบรรพ์จะเกิดได้ดีกับอวัยวะส่วนที่แข็ง เราพบว่ามีซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์ที่มีร่างกายนิ่มด้วยเช่นกัน เช่นซากไส้เดือน แมงกะพรุน เป็นต้น แต่ก็พบจำนวนไม่มากนัก นั่นเป็นเพราะ ส่วนที่เป็นเลือดเนื้อนั้นย่อยสลายง่าย สัตว์ที่ประกอบด้วยส่วนที่แข็ง เช่นเปลือกหอย ฟัน กระดูก จะมีจำนวนมากกว่า ในบันทึกของสิ่งมีชีวิตในอดีต ด้วยเหตุที่ซากดึกดำบรรพ์เกิดได้ด้วยสองเงื่อนไขที่กล่าวมานี้ ทำให้การบันทึกสิ่งมีชีวิตยุคก่อนประวัติศาสตร์ไม่สมบูรณ์ด้วยธรรมชาติของมันเอง
ดาวหาง ;)
ข้อสันนิษฐานการเกิดดาวหางมี 3 ทฤษฎีด้วยกัน คือ
ทฤษฎีแรก ดาวหางเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟบนดาวเคราะห์
ทฤษฎีที่สอง ดาวหางมีจุดกำเนิดมาจากฝุ่นละอองในอากาศ
ทฤษฎีสุดท้าย กล่าวว่า ดาวหางเกิดขึ้นในระบบสุริยะเหมือนดาวเคราะห์อื่นๆ
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีใครยืนยันชัดเจนถึงจุดกำเนิดของดาวหาง เพราะนานๆ จะมีดาวหางปรากฎ ให้สังเกต หรือศึกษา สักครั้งหนึ่ง แต่จากการคำนวณของนักวิทยาศาสตร์ พอจะทราบเกี่ยวกับเส้นทางโคจร ของดาวหาง พอสมควร เส้นทางโคจรของดาวหาง มีความสลับซับซ้อน เพราะมีอิทธิพลมาจากแรงดึงดูดของดาวเคราะห์ ขณะเดินทาง ดาวหางยิ่งเดินทางผ่านดาวเคราะห์มากเท่าใด ย่อมได้รับอิทธิพลแรงดึงดูดของดาวเคราะห์ดวงนั้น มากเท่านั้น ดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่ เช่น ดาวพฤหัสบดี ซึ่งมีมวลมาก จะส่งผลกระทบต่อการโคจรของดาวหางมาก นักดาราศาสตร์ สามารถที่จะคำนวณเส้นทางวงโคจรเดิม และวงโคจรในอนาคตของดาวหางได้ โดยศึกษาอิทธิพล ของสนามดึงดูดจากดาวเคราะห์ที่ดาวหางจะโคจรผ่าน
เชื่อว่าเป็นวัตถุที่เหลือจากการเกิดระบบสุริยะ เมื่อมารถูกความดันรังสีของ ดวงอาทิตย์ผลักดันให้ออกไปอยู่ห่างจากบริเวณภายนอกของระบบสุริยะระยะ ทาง1-2 ปีแสง โคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงแหวนวงกลมเรียกว่า Oort cloud ตามความเชื่อของนักดาราศาสตร์ชาวดัตช์ชื่อว่า แจน เฮนคริกอ็อร์ต
แหล่งกำเนิดของดาวหาง เชื่อกันว่าเป็นวัตถุที่เหลือจากการสร้างระบบสุริยะ เป็นคล้ายบริวารรอบนอกของระบบ ตามปกติจะมีดาวหางจำนวนหนึ่งโคจรเข้ามาใกล้ดวงอาทิตย์แล้วกลับคืนออกไปขอบนอกของระบบสุริยะ แต่มีบางดวงที่โคจรอยู่ภายในระบบสุริยะ
นักดาราศาสตร์เชื่อว่า ดาวหางเป็นซากวัตถุที่เหลือจากการก่อตัว
ของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ มีอายุมากกว่า 4,500 ล้านปี เดินทางมาจากห้วงอวกาศแสนไกลและเย็นจัด ดาวหางจึงน่าจะ ยังคงสภาพดั้งเดิมอยู่มาก อาจประกอบด้วยอินทรีย์สารที่จำเป็นต่อกำเนิดของสิ่งมีชีวิต และบางที ดาวหางอาจเป็นตัวนำน้ำมายังโลกในยุคแรกเริ่มที่โลกก่อกำเนิดขึ้นก็เป็นได้
ในปี พ.ศ.2493 นักดาราศาสตร์ชาวเนเธอร์แลนด์ แจน ออร์ด ( Jan Oort ) เป็นผู้เสนอทฤษฎีว่า ต้องมีแหล่งที่อยู่ของดาวหางจำนวนหลาย ๆ ล้านดวงอยู่ไกลเลยจากดาวเคราะห์ดวงนอก ของระบบสุริยะออกไป โดยห่างจากดวงอาทิตย์ราว 30,000 หน่วยดาราศาสตร์ จนถึง 1 ปีแสง หรือไกลกว่านั้น จึงเรียกถิ่นที่อยู่ของดาวหางตามความคิดนี้ว่า ดงดาวหางออร์ด(The Oort Cloud)
ทฤษฎีแรก ดาวหางเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟบนดาวเคราะห์
ทฤษฎีที่สอง ดาวหางมีจุดกำเนิดมาจากฝุ่นละอองในอากาศ
ทฤษฎีสุดท้าย กล่าวว่า ดาวหางเกิดขึ้นในระบบสุริยะเหมือนดาวเคราะห์อื่นๆ
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีใครยืนยันชัดเจนถึงจุดกำเนิดของดาวหาง เพราะนานๆ จะมีดาวหางปรากฎ ให้สังเกต หรือศึกษา สักครั้งหนึ่ง แต่จากการคำนวณของนักวิทยาศาสตร์ พอจะทราบเกี่ยวกับเส้นทางโคจร ของดาวหาง พอสมควร เส้นทางโคจรของดาวหาง มีความสลับซับซ้อน เพราะมีอิทธิพลมาจากแรงดึงดูดของดาวเคราะห์ ขณะเดินทาง ดาวหางยิ่งเดินทางผ่านดาวเคราะห์มากเท่าใด ย่อมได้รับอิทธิพลแรงดึงดูดของดาวเคราะห์ดวงนั้น มากเท่านั้น ดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่ เช่น ดาวพฤหัสบดี ซึ่งมีมวลมาก จะส่งผลกระทบต่อการโคจรของดาวหางมาก นักดาราศาสตร์ สามารถที่จะคำนวณเส้นทางวงโคจรเดิม และวงโคจรในอนาคตของดาวหางได้ โดยศึกษาอิทธิพล ของสนามดึงดูดจากดาวเคราะห์ที่ดาวหางจะโคจรผ่าน
เชื่อว่าเป็นวัตถุที่เหลือจากการเกิดระบบสุริยะ เมื่อมารถูกความดันรังสีของ ดวงอาทิตย์ผลักดันให้ออกไปอยู่ห่างจากบริเวณภายนอกของระบบสุริยะระยะ ทาง1-2 ปีแสง โคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงแหวนวงกลมเรียกว่า Oort cloud ตามความเชื่อของนักดาราศาสตร์ชาวดัตช์ชื่อว่า แจน เฮนคริกอ็อร์ต
แหล่งกำเนิดของดาวหาง เชื่อกันว่าเป็นวัตถุที่เหลือจากการสร้างระบบสุริยะ เป็นคล้ายบริวารรอบนอกของระบบ ตามปกติจะมีดาวหางจำนวนหนึ่งโคจรเข้ามาใกล้ดวงอาทิตย์แล้วกลับคืนออกไปขอบนอกของระบบสุริยะ แต่มีบางดวงที่โคจรอยู่ภายในระบบสุริยะ
นักดาราศาสตร์เชื่อว่า ดาวหางเป็นซากวัตถุที่เหลือจากการก่อตัว
ของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ มีอายุมากกว่า 4,500 ล้านปี เดินทางมาจากห้วงอวกาศแสนไกลและเย็นจัด ดาวหางจึงน่าจะ ยังคงสภาพดั้งเดิมอยู่มาก อาจประกอบด้วยอินทรีย์สารที่จำเป็นต่อกำเนิดของสิ่งมีชีวิต และบางที ดาวหางอาจเป็นตัวนำน้ำมายังโลกในยุคแรกเริ่มที่โลกก่อกำเนิดขึ้นก็เป็นได้
ในปี พ.ศ.2493 นักดาราศาสตร์ชาวเนเธอร์แลนด์ แจน ออร์ด ( Jan Oort ) เป็นผู้เสนอทฤษฎีว่า ต้องมีแหล่งที่อยู่ของดาวหางจำนวนหลาย ๆ ล้านดวงอยู่ไกลเลยจากดาวเคราะห์ดวงนอก ของระบบสุริยะออกไป โดยห่างจากดวงอาทิตย์ราว 30,000 หน่วยดาราศาสตร์ จนถึง 1 ปีแสง หรือไกลกว่านั้น จึงเรียกถิ่นที่อยู่ของดาวหางตามความคิดนี้ว่า ดงดาวหางออร์ด(The Oort Cloud)
2552/10/26
เผยความลับ...ของมัมมี่
เมื่อปี ค.ศ. 1975 นักวิทยาศาสตร์ ได้นำเอามัมมี่ของฟาโร และขุนนางอียิปต์
โบราณ อายุประมาณประมาณ 1600 - 1000 ปีก่อนคริสตศักราช
จำนวน 17 ร่าง ของพิพิธพัณฑ์แมนเชสเตอร์ประเทศอังกฤษ
มาศึกษาโดยการเอกซเรย์
ผลการเอกซเรย์พระศพเพื่อไขความลับให้คนรุ่นหลังอย่างเราได้ศึกษา
โดยผลการวิเคราะห์บอกว่าฟาโรห์ส่วนใหญ่สวรรค์คตเมื่อยังมีพระชนม์น้อย..
กระโหลกของฟาโรห์หลายพระองค์มีขนาดแตกต่างกันมาก
บ่งว่าไม่ได้ร่วมสายพระโลหิตเดียวกัน..
แถมยังทำให้เรารู้ด้วยว่าฟาโรห์
และมเหสีหลายพระองค์ประชวรด้วยโรคไขข้ออักเสบ..
เผยความลับ...ของมัมมี่
โรคเกี่ยวกับฟันของชาวอียิปต์โบราณ...
จากผลเอกซเรย์พบว่าฟันของมัมมี่สึกกร่อนมากซึ่งคงทำให้เจ็บปวดและก่อให้เกิดโรคเหงือกอักเสบหรือโรคเหงือกเรื้อรังและยังพบมัมมี่จำนวนมากมีขากรรไกรผิดปกติ
ชาวอียิปต์นิยมกินขนมปังกันเป็นประจำ(จนโดนชาวกรีกเรียกว่า"พวกกินขนมปัง")
ปัญหาเรื่องโรคฟันอาจเกิดจากทรายที่ปลิวมาปะปนอยู่ในเนื้อขนมปังตั้งแต่ตอนเก็บเกี่ยวข้าว
และตอนเตรียมแป้งรวมทั้งทรายที่เติมลงไปเพื่อช่วยการบดในเครื่องโม่แป้ง
ทรายยังก่อปัญหาสุขภาพอื่นด้วย..จากผลวิเคราะห์เนื้อเยื่อปอดของมัมมี่โดยใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนพบโรคปอดซึ่งเกิดจากการสูดเองผงทรายเข้าไปด้วย
นอกจากมัมมี่ฟาโรซึ่งเป็นกษัตริย์แล้วชาวอียิปต์โบราณยัง
คำว่า มัมมี่มาจากภาษาอาหรับว่า มูมียาหมายถึงน้ำมันดิน
พบว่าแถบผ้าลินินบางส่วนที่พันร่างมัมมี่นั้นชุบไว้ด้วยสารละลายที่เจือน้ำมันดินอยู่ด้วย
โบราณ อายุประมาณประมาณ 1600 - 1000 ปีก่อนคริสตศักราช
จำนวน 17 ร่าง ของพิพิธพัณฑ์แมนเชสเตอร์ประเทศอังกฤษ
มาศึกษาโดยการเอกซเรย์
ผลการเอกซเรย์พระศพเพื่อไขความลับให้คนรุ่นหลังอย่างเราได้ศึกษา
โดยผลการวิเคราะห์บอกว่าฟาโรห์ส่วนใหญ่สวรรค์คตเมื่อยังมีพระชนม์น้อย..
กระโหลกของฟาโรห์หลายพระองค์มีขนาดแตกต่างกันมาก
บ่งว่าไม่ได้ร่วมสายพระโลหิตเดียวกัน..
แถมยังทำให้เรารู้ด้วยว่าฟาโรห์
และมเหสีหลายพระองค์ประชวรด้วยโรคไขข้ออักเสบ..
เผยความลับ...ของมัมมี่
โรคเกี่ยวกับฟันของชาวอียิปต์โบราณ...
จากผลเอกซเรย์พบว่าฟันของมัมมี่สึกกร่อนมากซึ่งคงทำให้เจ็บปวดและก่อให้เกิดโรคเหงือกอักเสบหรือโรคเหงือกเรื้อรังและยังพบมัมมี่จำนวนมากมีขากรรไกรผิดปกติ
ชาวอียิปต์นิยมกินขนมปังกันเป็นประจำ(จนโดนชาวกรีกเรียกว่า"พวกกินขนมปัง")
ปัญหาเรื่องโรคฟันอาจเกิดจากทรายที่ปลิวมาปะปนอยู่ในเนื้อขนมปังตั้งแต่ตอนเก็บเกี่ยวข้าว
และตอนเตรียมแป้งรวมทั้งทรายที่เติมลงไปเพื่อช่วยการบดในเครื่องโม่แป้ง
ทรายยังก่อปัญหาสุขภาพอื่นด้วย..จากผลวิเคราะห์เนื้อเยื่อปอดของมัมมี่โดยใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนพบโรคปอดซึ่งเกิดจากการสูดเองผงทรายเข้าไปด้วย
นอกจากมัมมี่ฟาโรซึ่งเป็นกษัตริย์แล้วชาวอียิปต์โบราณยัง
คำว่า มัมมี่มาจากภาษาอาหรับว่า มูมียาหมายถึงน้ำมันดิน
พบว่าแถบผ้าลินินบางส่วนที่พันร่างมัมมี่นั้นชุบไว้ด้วยสารละลายที่เจือน้ำมันดินอยู่ด้วย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
